5.8 ความรัก 2 ระดับ ของบุคคลสำคัญสมัยพุทธกาล

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์

บทนำ

          ประเด็นเรื่องความรักกับคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น ผู้วิจัยคิดว่าในบางครั้งยังมีความเข้าใจที่ค่อนข้างคลุมเครืออยู่พอสมควร ส่วนใหญ่แล้วมักได้ยินได้ฟังกัน หรือจำกันได้ เฉพาะประโยคสั้นๆว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” ซึ่งเป็นข้อความที่มีต้นตอมาจากพุทธพจน์ตอนหนึ่งในวิสาขาสูตร ทำให้ในชาวพุทธบางกลุ่ม มักมีทรรศนคติต่อความรัก ในเชิงลบ หรือมองว่าความรักเป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งทรรศนคติดังกล่าวนี้ ถูกต้องเพียงบางส่วน งานวิจัยนี้จึงมุ่งหวังให้เกิดความกระจ่างในประเด็นเรื่องของความรัก ในทรรศนะของพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

          ความรักที่เกิดจากตัณหา ราคะ ย่อมเป็นความเกิดพร้อมของเหตุแห่งทุกข์ ความรักด้วยแรงจูงของกิเลสนั้น ท่านมีศัพท์เฉพาะว่า “สิเนหะ” (เสน่หา ในภาษาไทย) “เปมะ” “ปิย” เป็นต้น นอกจากนี้คำว่า “หึง” นั้นอาจารย์บางท่านกล่าวว่าแผลงมาจากบาลีว่า “หิงสะ” ที่แปลว่า เบียดเบียน ความรักใดที่มาพร้อมกับความหึงหวง ความรักนั้นย่อมมีมูลเหตุมาจากกิเลสไม่มากก็น้อย ส่วนความรักแบบเมตตา กรุณา เป็นความเกิดพร้อมของเหตุแห่งสุข อาจกล่าวได้ว่า เป็นด้านดีของความรัก

          ประเด็นเรื่องความรักนี้ จริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก แต่ที่เป็นปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของการใช้คำศัพท์ ทั้ง ตัณหา ราคะ สิเนหะ กับ เมตตา กรุณา ภาษาไทยเราเรียกคลุมๆกันไปหมดว่า เป็นความรัก ทั้งๆที่อย่างหนึ่งเป็นอกุศลธรรม อีกอย่างหนึ่งเป็นกุศลธรรม ดังนั้น จึงควรสังเกตความแตกต่าง และแยกออกจากกันให้ชัดเจน โดยแบ่งเป็นความรัก 2 แบบ

(การแบ่งความรักออกเป็นสองแบบนี้ ใช้แนวตามทรรศนะของท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) และ อ.เสถียร โพธินันทะ เป็นต้นแบบ ผู้วิจัยคาดว่าน่าจะได้แนวมาจากคัมภีร์ในชั้นอรรถกถา แต่ในเบื้องต้นยังหาหลักฐานอ้างอิงไม่พบ)

  1. ความรักเพราะอยากได้ : มีความเห็นแก่ตัวเป็นสมุทฐาน มองผู้นั้นเป็นเครื่องสนองความสุข สนองความต้องการของตนเอง เมื่อผิดหวังไม่ได้ดังใจตนก็เกิดความรู้สึกกระทบกระทั่งรุนแรง หรือถ้าผู้นั้นไม่อยู่ในภาวะที่จะสนองความต้องการให้แก่ตนได้ ความรักก็อาจเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่าย รังเกียจ ความรักแบบนี้แท้จริงแล้วคือการคิดจะได้จะเอาจากผู้อื่น ไม่ใช่ความดีงามอะไร
  2. ความรักอันประเสริฐ : คือความรักด้วยพรหมวิหาร 4 อยู่ในฝ่ายของฉันทะ เป็นกุศลธรรมล้วนๆ เป็นความรักที่ทำให้การให้กลายเป็นความสุข เป็นความรักเพื่อตัวเขา โดยไม่ต้องเอาตัวเราเข้าไปรอรับผลตอบแทนใดๆ เพราะความที่ไม่ต้องมีตัวเราเข้าไปรับกระทบใดๆนี่แหละ ผู้มีความรักอย่างประเสริฐจึงมีความสุข ความเบิกบานในจิตใจอย่างยิ่ง ยามเขาปกติก็บันเทิงอยู่ด้วยเมตตาอยากให้เขามีความสุข เมื่อเขาทุกข์ร้อนก็ชุ่มด้วยกรุณาอยากให้พ้นจากความทุกข์ เมื่อเขาเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นก็พลอยยินดีด้วยมุทิตาจิต แม้ยามพ้นวิสัยที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรได้ ก็วางใจสงบด้วยอุเบกขา

          การแยกออกเป็นสองแบบนั้น ไม่ใช่ว่าความรักแต่ละกรณีจะจัดลงในแบบใดแบบหนึ่งได้โดยสิ้นเชิง ปกติแล้วก็มักจะประกอบด้วยส่วนผสมทั้งสองด้านนี้เจือปนกันอยู่ เช่น ความรักของพ่อแม่ ก็มักจะมีสัดส่วนของความรักอันประเสริฐด้วยพรหมวิหารมาก ความรักของหนุ่มสาว ก็มักจะมีสัดส่วนของความรักด้วยเสน่หามาก เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม พึงทราบว่าผลสำเร็จที่เป็นอุดมคติของความรักอันประเสริฐ หรือการเจริญพรหมวิหารธรรม คือ มีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอย่างเสมอกัน โดยไม่แบ่งแยกหมู่คณะ มิตร ศัตรู ดี เลว

          ดังพุทธพจน์ “มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น”

ขุ.ขุ. 25/10/11-12

 

เนื้อหา

          ในภาพรวมของเนื้อหา จะนำเสนอเรื่องราวความรักของบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาล ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา โดยจัดเป็นคู่ๆ เพื่อให้สามารถมองเห็นความแตกต่าง และเปรียบเทียบลักษณะของ “ความรัก” ที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ได้โดยสะดวก

3.1) วิสาขาสูตร และอุรคชาดก

วิสาขาสูตร

          นางวิสาขาเกิดในตระกูลเศรษฐี แคว้นอังคะ เมื่อพระบรมศาสดาเสร็จมาสู่เมือง ได้ตามเศรษฐีผู้เป็นปู่ไปฟังธรรม และบรรลุเป็นโสดาบันบุคคล ในขณะที่มีอายุเพียง 7 ขวบ นางวิสาขาเป็นมหาอุบาสิกาผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านการถวายทาน เป็นผู้สร้างวัดบุพพาราม และเป็นผู้ริเริ่มการถวายผ้าอาบน้ำฝน

          ครั้งหนึ่งนางวิสาขา ได้สูญเสียหลานอันเป็นที่รักยิ่งไป อรรถกถาจารย์ขยายความว่า หลานของนางวิสาขาผู้นี้เป็นเด็กหญิงที่มีความเพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาท และคุณธรรม โดยเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำแก่ ภิกษุ ภิกษุณี เมื่อนางวิสาขาไม่อยู่บ้าน จึงเป็นที่รักที่พึงใจของนางวิสาขาอย่างยิ่ง เมื่อหลานสาวผู้นี้ป่วยจนถึงแก่อสัญกรรม นางวิสาขาบังเกิดความโศกเศร้าเสียใจ ร้องให้น้ำตานองหน้า เข้ามากราบทูลพระพุทธเจ้า เพื่อประสงค์จะฟังธรรม เมื่อได้สนทนากันพอสมควรแก่เหตุแล้ว พระบรมศาสดาจึงแสดงพระธรรมเทศนา มีใจความตอนหนึ่งว่า

          “ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 100 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 100 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 90 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 90 … ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 2 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 2 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 1 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 1 ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส ฯ

          “ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลายอย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักเมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไรและความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก ในโลกไหนๆ ฯ”

ขุ.อุ. 25/176/188-190

          พระไตรปิฎกบทนี้ผู้วิจัยเข้าใจว่า น่าจะเป็นต้นตอของสำนวนติดปากคนไทยว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” ซึ่งตัดตอนมาจากประโยค “… ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ …” ซึ่งในพระไตรปิฎกภาษาบาลี คำว่า ผู้เป็นที่รักนั้น ท่านใช้ศัพท์คำว่า “ปิย” ท่านไม่ได้ทรงตรัสขยายความโดยตรงว่าเป็นความรักชนิดที่มีกิเลส ผู้วิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะศัพท์คำว่า “ปิย” ในภาษาบาลีมีความหมายชัดอยู่แล้วว่า มุ่งหมายถึงผู้เป็นที่รักด้วยกิเลสตัณหา หรือรักด้วยความเสน่หา แต่พอแปลเป็นภาษาไทย นัยยะที่จะแสดงถึงความรักอันประกอบด้วยกิเลสตัณหานั้นไม่ชัด จึงทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจที่คลุมเครือขึ้น

          ทั้งนี้ เมื่อนางวิสาขาท่านมีความรักอันประกอบด้วยกิเลสตัณหา หรืออาจเรียกว่า รักด้วยเสน่หาต่อหลาน ในขณะเดียวกันท่านย่อมมีความรักในลักษณะของกุศลธรรม คือ เมตตา กรุณา ต่อผู้เป็นหลานอยู่มากมายด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

          นางวิสาขาท่านเป็นมหาอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในด้านบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ ทั้งยังบรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ 7 ปี ดังกล่าวข้างต้น ยังมีความรักอันเจือด้วยกิเลสต่อหลานของตนเช่นนี้ ผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่า เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลส ย่อมจะมีความรักด้วยเสน่หาเช่นนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน หากแต่ความเข้าใจว่าความรักชนิดนี้เป็นของมีโทษ ความรักด้วยเมตตากรุณา เป็นของมีคุณประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจสำหรับใช้เผชิญสถานการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นด้วยสติปัญญา

          นอกจากนี้ ผู้วิจัยสังเกตว่าในปัจจุบัน ทรรศนคติของคนบางกลุ่ม ทั้งชาวพุทธหรือต่างศาสนา แม้แต่ความรักที่เจือด้วยกิเลสตัณหา เขาก็มองว่าเป็นสิ่งที่ดี หรืออย่างน้อยไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งไม่ดี ยกตัวอย่างสถานการณ์สมมติว่า ถ้าผู้ที่เป็นที่เคารพรักล่วงลับจากไป แล้วเราไม่โศกเศร้าเสียใจ คนบางกลุ่มจะมองว่าเราเป็นคนมีจิตใจหยาบ ไม่มีเมตตา กรุณา ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ถ้ามีเมตตา กรุณาแท้ๆ โดยไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีความยึดติดเสน่หาในตัวบุคคลผู้นั้นเจือปน จะไม่โศกเศร้าเสียใจเลย

          ด้วยปรารถนาจะให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ คัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงวิบัติ (ความผิดพลาด) ของพรหมวิหารธรรมแต่ละข้อไว้ ดังนี้

  • เมตตา : มีราคะ และสิเนหะเป็นวิบัติ
  • กรุณา : มีความรู้สึกพลอยโศกเศร้าเป็นวิบัติ
  • มุทิตา : มีความรู้สึกพลอยยินดีด้วยกิเลสตนเป็นวิบัติ
  • อุเบกขา : มีความเฉยโง่เป็นวิบัติ

(วิสุทธิมรรค, เล่ม 2 พรหมวิหารนิเทศ หน้า 161-163)

          ดังจะเห็นตัวอย่างเพิ่มเติมจากพระสูตรบทถัดไป

อุรคชาดก

          พ่อค้าผู้หนึ่ง บุตรได้ตายลงมีความโศกเศร้ายิ่ง พระบรมศาสดาได้ตรัสต่อพ่อค้าผู้นั้นว่า

          “ชื่อว่าสิ่งที่มีการแตกทำลายเป็นธรรมดา ย่อมจะแตกทำลายไป ชื่อว่าสิ่งที่มีการพินาศไปเป็นธรรมดา ย่อมจะพินาศไป ก็แหละสิ่งที่มีการแตกและการพินาศไปนั้น จะมีแก่คนผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ จะมีในหมู่บ้านเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ชื่อว่าสภาวธรรม คือ ความไม่ตายย่อมไม่มีในภพทั้งสาม ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ แม้สังขารอย่างหนึ่งซึ่งสามารถดำรงอยู่โดยภาวะนั้นเท่านั้น ชื่อว่าเที่ยงยั่งยืนย่อมไม่มี สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลายมีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา

          “แม้โบราณบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อบุตรตายแล้ว คิดว่าสิ่งที่มีการพินาศไปเป็นธรรมดา พินาศไปแล้ว จึงไม่เศร้าโศกเลย” และได้ทรงแสดงเรื่องในอดีตเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ความโดยย่อดังนี้

          ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ทำอาชีพกสิกรรม ครอบครัวประกอบด้วย ภรรยา บุตร ธิดา ลูกสะใภ้ และคนรับใช้ พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่บุคคลดังกล่าวเรื่อง ศีล ความไม่ประมาท และมรณานุสติ ชนเหล่านั้นรับไปปฏิบัติเป็นอันดีเรื่อยมา

          กาลล่วงมาวันหนึ่ง บุตรของพระโพธิสัตว์ถูกงูพิษกัดเสียชีวิตลง ชนเหล่านั้นทราบข่าว ก็มิได้ร้องให้คร่ำครวญ เพราะเป็นผู้เจริญมรณานุสติไว้ดีแล้ว

          ท้าวสักกะเห็นดังนี้ก็บังเกิดความสนใจ จึงเสด็จลงมาตรัสถาม

          เขาคงจะเป็นบุตรผู้ไม่เป็นที่รักของท่าน?

          พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เขาเป็นบุตรที่รักยิ่งของข้าพเจ้า บุตรละทิ้งร่างกายตนเหมือนงูลอกคราบ เมื่อเขาตายแล้วเขาย่อมไม่รับรู้ถึงความเสียใจของญาติ เพราะฉะนั้นการโศกเศร้าเสียใจจึงไม่มีประโยชน์ เขาย่อมไปตามคติที่ไปอันควรแก่เขา

          ภรรยาพระโพธิสัตว์กล่าวว่า  ดิฉันไม่ได้เชิญให้เขามาเกิด เมื่อจะไปก็มิได้อนุญาต การโศกเศร้าจะมีประโยชน์อะไร เขาย่อมไปตามคติที่ไปอันควรแก่เขา

          ลูกสาวกล่าวว่า เมื่อพี่ชายตายแล้วดิฉันร้องให้เสียใจก็จะผ่ายผอม ญาติมิตรก็จะเสียใจยิ่งขึ้น ดิฉันจึงไม่โศกเศร้า เขาย่อมไปตามคติที่ไปอันควรแก่เขา

          ภรรยาของผู้ตายกล่าวว่า บุคคลร้องให้ถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเปรียบเสมือนเด็กร้องให้ขอพระจันทร์ในอากาศ จะพึงมีประโยชน์อันใด เขาย่อมไปตามคติที่ไปอันควรแก่เขา

          คนรับใช้ของพระโพธิสัตว์กล่าวว่า ลูกเจ้านายของดิฉัน เป็นผู้เสมือนบุตรที่ดิฉันให้เจริญเติบโตในอก หม้อน้ำที่แตกแล้วเชื่อมให้สนิทอีกไม่ได้ ฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ ฉันนั้น จะพึงมีประโยชน์อันใด เขาย่อมไปตามคติที่ไปอันควรแก่เขา

          ข้อสังเกต : ชนทั้ง 5 กล่าวคือ พระโพธิสัตว์ผู้เสวยชาติเป็นกสิกร ภรรยา ลูกสาว ภรรยาผู้ตาย และคนรับใช้ เมื่อทราบข่าวการตายของบุตร มิได้มีอาการโศกเศร้า เป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่มีความรักต่อผู้ตายหรือ? โปรดพิจารณาข้อความที่พระโพธิสัตว์ตรัสตอบท้าวสักกะว่า เขาเป็นบุตรที่รักยิ่งของข้าพเจ้า แสดงว่าความรักที่ไม่ได้เป็นเหตุแห่งทุกข์มีอยู่ นั่นคือ ความรักด้วยเมตตา กรุณา มิใช้รักด้วย ตัณหา ราคะ สิเนหะ

ขุ.ชา.ปญฺจก. 27/19-28/202-203, ขุ.ชา.ปญฺจก.อ. 19-28/416-423

 

3.2) พระสารีบุตร และพระอานนท์

พระสารีบุตร (อุปปติสสะสูตร)

          บทนี้เป็นภาษิตของพระสารีบุตรเถระเจ้า ซึ่งได้กล่าวแก่พระอานนท์และพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง โดยพระสารีบุตรได้กล่าวว่าความเศร้าโศก เสียใจ ร่ำให้ จะไม่เกิดแก่ตัวท่าน เพราะเหตุของการที่สิ่งใดๆในโลกเกิดความแปรผันไป ท่านพระอานนท์จึงถามว่า แม้ความแปรผันไปของพระบรมศาสดา ความเศร้าโศก เสียใจ ก็จะไม่บังเกิดขึ้นแก่ท่านหรือ พระสารีบุตรได้กล่าวตอบ ดังนี้

          “ท่านผู้มีอายุ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสไม่พึงเกิดขึ้นแก่ผมเพราะความแปรผันเป็นอย่างอื่นแม้แห่งพระศาสดา แต่ผมมีความคิดว่า ‘ท่านผู้เจริญพระศาสดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ มีฤทธานุภาพมาก อันตรธานไปแล้ว ถ้าพระองค์พึงดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย‘”

          พระอานนท์ได้ฟังก็กล่าวยอมรับ เพราะเหตุที่พระสารีบุตรได้ถอนกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นมาเป็นเวลานานแล้ว

          “จริงอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตรได้ถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัย หมดสิ้นมานานแล้ว เพราะฉะนั้น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงไม่เกิดขึ้นแก่ท่าน
พระสารีบุตร เพราะความแปรผันเป็นอย่างอื่นแม้แห่งพระศาสดา”

สิ.นิ. 16/236/326

          ถ้าจะพิจารณาว่า พระสารีบุตร มีความรัก ความปรารถนาดี ต่อพระพุทธเจ้าหรือไม่? พระสารีบุตร ท่านย่อมมีความรักและความปรารถนาดีต่อพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง พิจารณาได้จากพระสูตรหลายๆบทที่ท่านกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ เช่น สาริปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖ ว่าด้วยพระสารีบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ และในพระสูตรอื่นอีกหลายแห่ง แต่การที่ท่านไม่มีความโศกเศร้าเพราะเหตุแห่งความแปรผันของพระศาสดา ก็เพราะท่านไม่ได้มีความรักชนิดที่เจือด้วยกิเลสตัณหาในพระบรมศาสดา ต่างจากพระอานนท์ซึ่งสมัยนั้นท่านยังไม่บรรลุอรหัตตผล ดังจะได้พิจารณาต่อไป

 

พระอานนท์ (มหาปรินิพพานสูตร)

          ในมหาปรินิพพานสูตร หลังจากที่พระบรมศาสดาทรงปลงอายุสังขาร และจะปรินิพพานในไม่ช้า พระอานนท์เถระเจ้าได้เกิดความโศกเศร้าอย่างรุนแรง จนต้องปลีกตัวออกไปร้องไห้ เนื้อความในพระไตรปิฎก ส่วนหนึ่งบันทึกไว้ ดังนี้

          “ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปสู่วิหารยืนเหนี่ยวไม้คันทวยร้องไห้อยู่ว่า เรายังเป็นเสขบุคคลมีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเรา ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา ก็จักปรินิพพานเสีย”

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งถามพวกภิกษุว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไปไหน

          พวกภิกษุกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอานนท์นั้น เข้าไปสู่วิหารยืนเหนี่ยวไม้คันทวยร้องไห้อยู่ว่าเรายังเป็นเสขบุคคล มีกิจที่จะต้องทำอยู่ แต่พระศาสดาของเรา ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เรา ก็จักปรินิพพานเสีย …”

ที.ม. (10/131-240/77-180)

          จะเห็นว่าในเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า ท่านพระอานนท์เสียใจเนื่องจากตัวท่านยังไม่บรรลุอรหัตตผล (ขณะนั้นท่านดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล) ยังจำเป็นต้องศึกษาให้ยิ่งขึ้นไปอีก แต่พระบรมศาสดากำลังจะปรินิพพานแล้ว ในกรณีนี้อาจวิเคราะห์ได้ว่า พระอานนท์ท่านปล่อยให้ความยึดติดด้วยกิเลสส่วนตัว มามีอิทธิพลต่อจิตใจ กล่าวคือ ท่านเกรงว่าเมื่อไม่มีพระบรมศาสดาชี้แนะแล้ว ตัวท่านจะเจริญขึ้นในธรรมได้อย่างไร ในที่นี้เทียบเข้ากันได้กับความรักแบบที่ 1 คือ ความรักเพราะอยากได้บางสิ่งบางอย่างเพื่อตัวเอง

          ทั้งนี้ ผู้วิจัยไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินหรือลบหลู่คุณธรรมของพระอานนท์ ตรงกันข้ามผู้วิจัยนับถือท่านเป็นอย่างยิ่งที่นอกจากมีความสามารถด้านความทรงจำเป็นเลิศแล้ว ยังถือเป็นผู้เสียสละตัวเองเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างหาผู้ใดจะเทียบได้ยาก (พระอานนท์ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ถึง 5 ด้าน คือ มีสติเป็นเลิศ, มีความทรงจำเป็นเลิศ, มีความเพียรเป็นเลิศ, พหูสูต, ยอดพระพุทธอุปัฏฐาก) พระบรมศาสดาเมื่อทราบว่าพระอานนท์มีความเศร้าโศกเสียใจ ได้ตรัสกับพระอานนท์ ดังนี้

          “ดูกรอานนท์ เธอได้อุปัฏฐากตถาคตด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุข ไม่มีสอง หาประมาณมิได้มาช้านาน เธอได้กระทำบุญไว้แล้ว อานนท์ จงประกอบความเพียรเถิด เธอจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยฉับพลัน ฯ”

 

3.3) นางมัลลิกา และนางปฏาจารา

นางมัลลิกา

          ท่านผู้ที่ปรากฏชื่อ “มัลลิกา” ในพระไตรปิฎกและอรรถกถามี 2 ท่าน คือ นางมัลลิกาภรรยาของพันธุละเสนาบดี กับ พระนางมัลลิกามเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในที่นี้จะนำเสนอเรื่องตอนหนึ่งของ นางมัลลิกาผู้เป็นภรรยาของพันธุละ เสนาบดีของพระเจ้าปเสนทิโกศล

          พันธุลเสนาบดี เป็นโอรสของเจ้ามัลละในเมืองกุสินารา เป็นศิษย์ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักเดียวกันกับปเสนทิกุมารแห่งแคว้นโกศล และเมื่อศึกษาจบได้กลับไปยังกุสินารานคร และได้แสดงศิลปวิทยาที่ได้ศึกษามาให้เหล่ามัลลกษัตริย์ชม แต่ถูกเจ้ามัลละบางพวกกลั่นแกล้ง จึงหนีไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของปเสนทิกุมาร ซึ่งต่อมาได้ครองราชย์เป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล และได้ทรงสถาปนาพันธุละในตำแหน่งเสนาบดี พันธุละก็ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าปเสนทิโกศลด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

          กาลล่วงมา พันธุลเสนาบดี ได้สมรสกับนางมัลลิกา มีบุตรชายเป็นจำนวนมากถึง 32 คน ทั้งหมดล้วนแต่มีความจงรักภักดี และมีความสามารถในทางการรบอย่างมาก ความก้าวหน้าในทางตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทำให้พันธุละเสนาบดีเป็นที่อิจฉาริษยาของพวกอำมาตย์บางกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ คราวหนึ่งพันธุละถูกพวกอำมาตย์ใส่ความว่าเป็นกบฏ พระเจ้าปเสนทิโกศลหลงเชื่อ จึงออกอุบายสังหารพันธุละและบุตรทั้ง 32 คนเสียหมดสิ้นในเขตชายแดนประเทศ

          นางมัลลิกาเมื่อได้ทราบข่าวว่าสามีและบุตรทั้งหมดของตนเสียชีวิตแล้ว ก็ปฏิบัติกิจหน้าที่อันควรของตนตามปกติ ไม่ร้องให้คร่ำครวญ ทั้งยังปลอบใจบุตรสะใภ้ทั้ง 32 คนของตนว่า เขาทั้งหลายเสียชีวิตเพราะได้รับผลกรรมจากชาติปางก่อน อย่าได้โศกเศร้า หรือแค้นเคืองพระราชาเลย

          ข้อสังเกต : ในพระสูตรและอรรถกถาบทนี้ ไม่ได้มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการเจริญจิตเจริญปัญญาของนางมัลลิกา ว่าได้เจริญธรรมะหมวดไหน อย่างไร แต่ก็มีหลักฐานว่านางมัลลิกา น่าจะต้องเคยฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากพอสมควร เห็นได้จากมีข้อความในอรรถกถา ตอนหนึ่งกล่าวถึงนางจะเดินทางกลับบ้าน ก็เข้าไปทำความเคารพและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก่อน อีกตอนหนึ่ง คือ ช่วงพุทธปรินิพพาน นางก็นำเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์ซึ่งเป็นของมีมูลค่าสูงอย่างยิ่ง ไปบูชาพระพุทธสรีระ

ขุ.ธ.อ. 329-333

นางปฏาจารา

          ปฏาจาราเถรี เอตทัคคะผู้เป็นเลิศทางวินัย ท่านผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญสมัยพุทธกาล ที่มีชีวประวัติน่าสะเทือนใจที่สุดผู้หนึ่ง

          ในอดีต นางเป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์ 40 โกฏิ ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้มีรูปงาม เมื่อเจริญวัยได้ 16 ปี มารดาบิดาต้องการจะถนอมรักษา จึงให้อยู่ในปราสาท 7 ชั้น ถึงกระนั้นนางได้มีใจสนิทเสน่หาให้กับคนรับใช้คนหนึ่งของตน ต่อมามารดาบิดาต้องการยกนางให้ชายที่มีชาติเสมอกัน เมื่อใกล้ถึงวันวิวาหะ นางจึงได้ลอบหลบหนีไปกับคนรับใช้ผู้นั้นไปอาศัยอยู่ที่ชายป่า อาศัยเก็บผักและของป่าเลี้ยงชีวิตอยู่กับคนรักของตน

          กาลล่วงไป เมื่อตั้งครรภ์ใกล้คลอด นางได้อ้อนวอนสามีให้พานางกลับไปคลอดบุตรที่บ้านเกิด เนื่องจากผู้ที่จะเอื้อเฟื้อแก่การคลอดบุตรของนาง ไม่มีในที่นี้ แต่สามีได้ปฏิเสธเนื่องจากกลัวโทษจะเกิดแก่ตน ครั้นเมื่อสามีออกไปหาของป่า นางจึงได้เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของตนแต่ผู้เดียว ด้วยความที่ครรภ์แก่จึงคลอดระหว่างทาง สามีตามมาพบเข้าก็พากันกลับไปที่ชายป่าตามเดิม

          ต่อมานางตั้งครรภ์ขึ้นอีก เมื่อใกล้คลอดนางก็จูงบุตรคนโต เดินทางสู่บ้านเกิดของตน เพื่อหวังจะไปคลอด ณ ที่นั้นอีก ทว่าระหว่างการเดินทาง ฝนนอกฤดูได้ตกกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง นางปฏาจาราผู้ซึ่งมีครรภ์แก่ ก็จำต้องเดินทางต่อไปด้วยความยากลำบากยิ่ง เมื่อสามีตามมาพบเข้าจึงไปหาไม้เพื่อหวังจะทำเพิงพักให้ แต่ในระหว่างที่เขากำลังหาไม้อย่างเร่งรีบไม่ทันระวัง เขาได้ถูกงูพิษกัด นอนสิ้นชีวิตอยู่ที่นั้น นางปฏาจาราเมื่อมองหาสามีไม่พบเห็นว่าจะมาเมื่อใด ก็ได้คลอดบุตรคนที่สองออกมา นางคู้ตัวด้วยเข่าและมือทั้งสองข้างนำบุตรทั้งสองวางไว้ที่ใต้ท้องของตนเพื่อป้องกันลมฝน ซึ่งตกหนักตลอดทั้งคืนผ่านล่วงไปจนถึงรุ่งเช้าจึงค่อยหยุด

          ด้วยความอ่อนเพลีย นางจูงบุตรคนโตเดินออกตามหาสามี ก็พบว่าเขาตายเสียแล้ว จึงปรารถนาจะนำลูกทั้งสองเดินทางกลับบ้านเกิดของตน อุ้มบุตรคนเล็กเดินลุยผ่านแม่น้ำกว้างใหญ่ซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยวเพราะเหตุแห่งฝนที่ตกตลอดวันตลอดคืน เมื่อถึงฝั่งตรงข้ามด้วยความเหนื่อยยาก นางวางบุตรคนเล็กไว้ที่ฝั่งเพื่อข้ามแม่น้ำกลับมารับบุตรคนโต เมื่อถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวได้โฉบเอาบุตรคนเล็กไป นางร้องตะโกนโบกมือไล่เหยี่ยว บุตรคนโตเห็นมารดาชูมือร้องไล่เหยี่ยวคิดว่าเรียกหาตน ก็วิ่งลงมาถูกกระแสน้ำพัดจมหายไป

          นางเดินร่ำให้ไปตามทางสู่บ้านเกิดของตน พบชายผู้หนึ่งจึงถามถึงตระกูลเศรษฐีบ้านเกิดอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของตน เขาได้แจ้งข่าวว่า ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนได้ทำให้เรือนของเศรษฐีพังถล่มลงมา เศรษฐี ภรรยา และบุตรชาย เสียชีวิตแล้ว เขานำร่างไปเผารวมกันอยู่ ด้วยความสะเทือนใจ ไร้ที่พึ่ง นางเสียสติวิ่งเซซวนร้องให้ไปตามถนน ชาวเมืองพบเห็นเข้า ก็กล่าวว่าคนบ้า เอาฝุ่นโปรยศีรษะ เอาก้อนดินขว้างใส่

          นางเดินคร่ำครวญเข้าไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกสติให้ความโศกเศร้าของนางเบาบางลง แล้วตรัสแสดงธรรม ความตอนหนึ่งมีดังนี้

          “น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย, น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น ; เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า?

          “บุตรทั้งหลาย ไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาก็ไม่มีถึงพวกพ้องก็ไม่มี, เมื่อบุคคลถูกความตาย ครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี ; บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นั้นแล้ว สำรวมในศีลพึงชำระทางไปพระนิพพานโดยเร็วทีเดียว”

ขุ.ธ.อ. 113/644-651

          ข้อสังเกต : นางปฏาจาราได้รับความโศกเศร้าอย่างรุนแรงเนื่องจาก สมัยนั้นนางยังไม่มีธรรมเป็นที่พึ่ง เมื่อได้ฟังธรรมแล้วความโศกเศร้าก็บรรเทาลง ขอบวชเป็นภิกษุณี จนต่อมาบรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศทางวินัย

 

3.4) พระวักกลิ และภิกษุณีมารดาพระกุมารกัสสปะ

          ประวัติของพระวักกลิ และพระกุมารกัสสปะ เป็นตัวอย่างของการมีความรักด้วยกิเลส ตัณหา ซึ่งนอกจากเป็นเหตุแห่งทุกข์แล้ว ในกรณีนี้ยังเป็นเหตุขัดขวางการเจริญขึ้นของกุศลธรรมด้วย ต่อเมื่อได้ปลดเปลื้องความยึดติดรักใคร่เสน่หาแล้ว ความเจริญในธรรมก็ก้าวรุดหน้าไปได้

พระวักกลิ

          พระวักกลิเมื่อครั้งเป็นทารก เป็นผู้มีโรคภัยเบียดเบียนมาก มารดาจึงได้นำท่านมาถวายแก่พระพุทธเจ้า เมื่อได้พึ่งพระพุทธคุณ ทารกวักกลิก็หายจากการเป็นผู้มีโรคภัยมาก จึงเป็นผู้ที่มีความใฝ่ใจ ลุ่มหลง ในพระบรมศาสดาอย่างมาก เมื่อพระองค์ทรงห่างไปเพียงครู่เดียวก็กระวนกระวาย เมื่อบวชเป็นภิกษุแล้ว พระวักกลิจึงเฝ้าติดตามพระพุทธเจ้าไปทุกหนแห่ง

          ถึงพระวักกลิจะเที่ยวติดตามชื่นชมรูปโฉมเรื่อยไป พระพุทธเจ้าก็มิได้ตรัสอะไร จนถึงวันหนึ่งจึงตรัสว่า “ดูก่อนวักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอต้องมาดูร่างกายอันเปื่อยเน่านี้ วักกลิเอย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ก็วักกลิเห็นธรรมอยู่ ก็ชื่อว่าเห็นเรา”

          แต่พระวักกลิไม่อาจเข้าใจได้ เนื่องจากมีความยึดติดในรูปโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างรุนแรง พระองค์เมื่อประสงค์จะเปลื้องความยึดติดของพระวักกลิ วันหนึ่ง จึงได้ตรัสขับไล่พระวักกลิไปเสียจากสำนัก เมื่อเป็นเช่นนั้น พระวักกลิบังเกิดความสะเทือนใจอย่างรุนแรงขึ้นไปบนภูเขาหมายจะปลิดชีวิตตน เมื่อไปถึงยอดเขา พระบรมศาสดาได้เนรมิตกายปรากฎให้เห็น ตรัสเรียกพระวักกลิ และแสดงธรรมเรื่องความเกิด ความเสื่อม แห่งขันธ์ทั้งหลาย พระวักกลิจึงได้บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น

ขุ.อป. (ไทย) 33/28-65/241-246 ; ขุ.อป.อ. 2/28-61/324-330

ภิกษุณีมารดาพระกุมารกัสสปะ

          พระกุมารกัสสปะ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้แสดงธรรมอันวิจิตรไพเราะ เป็นบุตรของภิกษุณีผู้ซึ่งตั้งครรภ์ในขณะบวช เมื่อครรภ์แก่ถูกพระเทวทัตขับไล่ให้ลาสิกขา นางไม่ยอมเนื่องจากอ้างว่าเมื่อบวชแล้วนางมิได้ละเมิดวินัยร้ายแรงใด พระพุทธเจ้าจึงให้พระอุบาลีชำระความ โดยมีนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ช่วย ความจึงกระจ่างว่านางตั้งครรภ์ก่อนบวชเป็นภิกษุณีจริงๆ

          เมื่อคลอดบุตรแล้วเลี้ยงดูบุตรชั่วระยะเวลาหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ขอรับไปเลี้ยงเป็นโอรสบุญธรรม ประทานนามว่า กัสสปะ แต่เพราะพระองค์ทรงชุบเลี้ยงประดุจราชกุมาร จึงเรียกกันว่า “กุมารกัสสปะ”

          ครั้นกุมารกัสสปะเจริญวัยขึ้นทราบความเป็นมาของตน เกิดความสลดใจในชะตาชีวิต จึงออกบวช พระกุมารกัสสปะบรรลุอรหัตตผลด้วยปริศนาธรรมเชิงอุปมาต่างๆ อาทิเช่น เปรียบร่างกายนี้เหมือนจอมปลวก เพราะว่า จอมปลวกเกิดจากตัวปลวก นำดินมาผสมกับน้ำลายเหนียว ๆ แล้วก่อขึ้นเป็นจอมปลวก ฉันใด อัตภาพร่างกายนี้ ก็เกิดขึ้นเพราะมีพ่อแม่เป็นแดนเกิด ฉันนั้น จอมปลวกมีรูพรุน มีตัวปลวกอยู่อาศัย ร่างกายก็มีรูพรุนคือ ทวารทั้ง 9 และรูขุมขนทั่วตัว เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่หนอนและเชื้อโรคต่าง ๆ จอมปลวกต้องแตกสลายแม้ร่างกายก็ต้องเน่าเปื่อยเช่นกัน ฯลฯ

          ฝ่ายนางภิกษุณีมารดาของพระกุมารกัสสปะ ตั้งแต่วันที่พระเจ้าปเสนทิโกศล รับเอาบุตรไปชุบเลี้ยง ก็เศร้าโศกเสียใจ ร้องให้เพราะความทุกข์เกิดจากการพลัดพรากจากบุตรผู้เป็นที่รัก เป็นเวลานานถึง 12 ปี แม้ต่อมาจะทราบว่าบุตรชายของนางบวชแล้วก็ตาม แต่นางก็ยังมิได้เห็นหน้าพระลูกชายเลย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง นางได้พบพระกุมารกัสสปะกำลังออกเดินรับบิณฑบาตอยู่ ด้วยความดีใจสุดจะยับยั้ง นางได้ร้องเรียกขึ้นว่า “ลูก ลูก” แล้ววิ่งเข้าไปหาด้วยปรารถนาจะกอดพระลูกชายด้วยความคิดถึง แต่เพราะรีบร้อนเกินไป จึงได้สะดุดล้มลงตรงหน้า

          พระกุมารกัสสปะคิดว่า “ถ้าหากว่าเราพูดกับมารดาด้วยถ้อยคำอันไพเราะแล้ว นางก็ยิ่งเกิดความสิเนหารักใคร่ในตัวเรามากยิ่งขึ้น และจะเป็นเหตุทำให้นางเสื่อมเสียโอกาสบรรลุอมตธรรมได้ ควรที่เราจะกล่าวคำพูดที่ทำให้นางหมดอาลัยในตัวเราแล้ว นางก็จะได้บรรลุอมตธรรม” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวแก่นางว่า “ท่านมัวทำอะไรอยู่ จึงตัดไม่ได้แม้กระทั่งความรัก”ถ้อยคำของพระกุมารกัสสปะทำให้นางรู้สึกน้อยใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นางคิดว่า“เราร้องไห้เพราะคิดถึงลูกชายนานถึง 12 ปี เมื่อพบลูกชายแล้วกลับถูกลูกชายพูดจาตัดเยื่อใยให้ต้องช้ำใจอีก” ด้วยความน้อยใจเช่นนี้ นางจึงตัดรักตัดอาลัย หมดความสิเนหาในตัวลูกชายอย่างสิ้นเชิง แล้วนางก็ได้ตั้งใจปฏิบัติวปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุพระอรหัตผลในวันนั้นนั่นเอง

ขุ.อป. (ไทย) 33/150-177/258-261 ; ขุ.อป.อ. 2/150-173/349-352

 

สรุป

          ความรักด้วยกิเลสตัณหาย่อมเป็นการพอกพูนเหตุแห่งทุกข์ อีกทั้งยังเป็นเหตุขัดขวางการเจริญขึ้นของกุศลธรรม ความรักด้วยเมตตา กรุณา ย่อมเป็นการพอกพูนเหตุแห่งความสุข ด้วยประโยชน์และโทษที่ตรงข้ามกันดังนี้ กัลยาณชนจึงควรพัฒนาจิตใจ ให้เบาบางจากความรักที่เจือด้วยทุกข์ มาสู่ความรักแบบบริสุทธิ์ ที่มีแต่ความสุขความเบิกบาน มากขึ้นไปตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องยอมรับว่าความรักที่เจือด้วยกิเลสตัณหา ความรักชนิดที่ประกอบด้วยความเสน่หา นั้นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลส ยากจะถอนออกไปให้หมดสิ้นโดยง่าย แม้แต่พระอริยบุคคลลำดับต้น ก็ยังมีความรักด้วยกิเลสตัณหาเจืออยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งคงจะน้อยกว่าปุถุชนมากแล้ว แต่ก็ยังเป็นเหตุให้ความทุกข์ในจิตใจเกิดขึ้นได้ไม่น้อย ดังเช่น นางวิสาขา เป็นต้น ยกเว้นแต่กรณีที่บางท่านได้เจริญจิตเจริญปัญญาในด้านนี้มาเป็นพิเศษ เช่น ในอุรคชาดก

          ทั้งนี้ควรเข้าใจว่า การกระทำแต่ละอย่างที่เราหมายรวมว่าเป็นความรัก โดยมากมักจะเป็นการเจือปนกันอยู่ระหว่างความรักด้วยกิเลส ตัณหา และความรักด้วยเมตตา กรุณา ประกอบรวมเข้าด้วยกัน มากน้อยตามแต่กรณี เช่น ความรักของมารดาบิดาก็มักเป็นความรักอย่างประเสริฐประกอบด้วยเมตตา กรุณา มากกว่าความรักของหนุ่มสาว เป็นต้น แต่ความรักของมารดาบิดาหลายครั้งก็มีส่วนที่เป็นกิเลส ตัณหา ความยึดติดในตัวบุตรซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์เจือปนอยู่ไม่น้อยด้วย

          ในการศึกษาทำความเข้าใจประเด็นเรื่องความรักตามหลักพระพุทธศาสนา ในเบื้องต้น ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ 2 ประการ คือ

  1. สร้างสรรค์ความรักอย่างประเสริฐด้วยพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้นตามความเหมาะสม พร้อมทั้ง ลด ละ ความรักที่ประกอบด้วยกิเลสตัณหา
  2. เพื่อมิให้โศกเศร้าเสียใจจนขาดสติเมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

          ส่วนประโยชน์ในเบื้องสูง คือ เพื่อให้เห็นโทษของตัณหา และละเสียจากขันธสันดาน อันเป็นจุดมุ่งหมายในอุดมคติของพุทธศาสนา และผู้วิจัยก็พึงหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสำเร็จประโยชน์ตามที่ปรารถนาอันสมควรแก่กำลังสติปัญญา และความเพียรพยายามของตน

 

อ้างอิง

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เล่ม 10, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เล่ม 16, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เล่ม 25, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เล่ม 27, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย     เล่ม 33, โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559

มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง, วิสุทธิมรรค. พิมพ์ครั้งที่ 10, บริษัท ธนา  เพรส จำกัด, 2555

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), พัฒนาความรักได้ ความสุขก็พัฒนาด้วย. พิมพ์รวมเล่ม ครั้งที่   1, 2560

เสถียร โพธินันทะ, ตอบปัญหาร้อยแปด, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2510

เวบไซด์ 84000, แหล่งที่มา http://www.84000.org