5.7 เหตุเพราะ…รักด้วยเสน่หา จึงเป็นทุกข์

                ความรักที่เกิดจากตัณหา ราคะ ย่อมเป็นความเกิดพร้อมของเหตุแห่งทุกข์ ส่วนความรักแบบเมตตา กรุณา เป็นความเกิดพร้อมของเหตุแห่งสุข ไม่มีโอกาสจะเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นเลย ความรักด้วยแรงจูงของกิเลสนั้น ท่านมีศัพท์เฉพาะว่า “สิเนหะ” หรือ “เสน่หา” ในภาษาไทย (นอกจากนี้คำว่า “หึง” นั้นอาจารย์บางท่านว่าแผลงมาจากบาลีว่า “หิงสะ” ที่แปลว่า เบียดเบียน ความรักใดที่มาพร้อมกับความหึงหวง ความรักนั้นย่อมประกอบด้วยราคะ)

                ประเด็นเรื่องความรักนี้ จริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก แต่ที่เป็นปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของการใช้คำศัพท์ ทั้ง ตัณหา ราคะ สิเนหะ กับ เมตตา กรุณา ภาษาไทยเราเรียกคลุมๆกันไปหมดว่า เป็นความรัก ทั้งๆที่อย่างหนึ่งเป็นอกุศลธรรม อีกอย่างหนึ่งเป็นกุศลธรรม ขอให้สังเกตความแตกต่าง

  1. รักด้วยเสน่หา : มีความเห็นแก่ตัวเป็นสมุทฐาน มองผู้นั้นเป็นเครื่องสนองความสุข สนองความต้องการของตนเอง เมื่อผิดหวังไม่ได้ดังใจตนก็เกิดความรู้สึกกระทบกระทั่งรุนแรง หรือถ้าผู้นั้นไม่อยู่ในภาวะที่จะสนองความต้องการให้แก่ตนได้ ความรักก็อาจเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่าย รังเกียจ ความรักแบบนี้แท้จริงแล้วคือการคิดจะได้จะเอาจากผู้อื่น ไม่ใช่ความดีงามอะไร
  2. รักอันประเสริฐ : คือความรักด้วยพรหมวิหาร 4 อยู่ในฝ่ายของฉันทะ เป็นกุศลธรรมล้วนๆ เป็นความรักที่ทำให้การให้กลายเป็นความสุข เป็นความรักเพื่อตัวเขา โดยไม่ต้องเอาตัวเราเข้าไปรอรับผลตอบแทนใดๆ เพราะความที่ไม่ต้องมีตัวเราเข้าไปรับกระทบใดๆนี่แหละ ผู้มีความรักอย่างประเสริฐจึงมีความสุข ความเบิกบานในจิตใจอย่างยิ่ง ยามเขาปกติก็บันเทิงอยู่ด้วยเมตตาอยากให้เขามีความสุข, เมื่อเขาทุกข์ร้อนก็ชุ่มด้วยกรุณาอยากให้พ้นจากความทุกข์, เมื่อเขาเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นก็พลอยยินดีด้วยมุทิตาจิต, แม้ยามพ้นวิสัยที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรได้ ก็วางใจสงบด้วยอุเบกขา

                การแยกออกเป็นสองแบบนั้น ไม่ใช่ว่าความรักแต่ละกรณีจะจัดลงในแบบใดแบบหนึ่งได้โดยสิ้นเชิง ปกติแล้วก็มักจะประกอบด้วยส่วนผสมทั้งสองด้านนี้เจือปนกันอยู่ เช่น ความรักของพ่อแม่ ก็มักจะมีสัดส่วนของความรักอันประเสริฐด้วยพรหมวิหารมาก ความรักของหนุ่มสาว ก็มักจะมีสัดส่วนของความรักด้วยเสน่หามาก เป็นต้น

                สำนวนหนึ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆคือ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” ควรเข้าใจว่าความรักที่จะทำให้เกิดทุกข์นั้น คือความรักเฉพาะที่มีแรงจูงใจจากกิเลสดังกล่าว ขอยกพุทธพจน์ 2 บท มาให้พิจารณาโดยเปรียบเทียบ

                สมัยหนึ่ง หลานผู้เป็นที่รักยิ่งของนางวิสาขาได้เสียชีวิตลง ยังความเศร้าโศกเสียใจให้เกิดขึ้น นางมีน้ำตานองหน้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแสดงธรรมตอนหนึ่งว่า “ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก (ด้วยกิเลส) 100 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 100 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 90 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 90 ฯลฯ ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 1 ผู้นั้นก็มีทุกข์ 1 ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีความคับแค้นใจ” (วิสาขาสูตร, 25/176)

                ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่า ถ้าพระบรมศาสดาทรงมีอันล่วงลับจากไป พระสารีบุตรจะเกิดความโศกเศร้าหรือไม่ พระสารีบุตรได้ตอบว่า “ถึงแม้พระศาสดาจะทรงล่วงลับจากไป ความโศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ไม่พึงบังเกิดแก่ผม ก็แต่ผมจะมีความคิดว่า ท่านผู้มีศักดิ์ใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ได้ลับหายไปเสียแล้วหนอ หากพระผู้มีพระภาคจะพึงทรงดำรงอยู่ยั่งยืนนาน ข้อนั้นก็จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก” (อุปติสสะสูตรที่ 2, 16/690)

                คัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านปรารถนาจะให้ผู้ศึกษาเข้าใจลักษณะของพรหมวิหาร 4 ให้ชัดเจน จึงแสดงวิบัติของพรหมวิหารธรรมแต่ละข้อไว้ ดังนี้

  1. เมตตา มีสิเนหะเป็นวิบัติ
  2. กรุณา มีความรู้สึกพลอยโศกเศร้าเป็นวิบัติ
  3. มุทิตา มีความรู้สึกพลอยยินดีด้วยกิเลสตนเป็นวิบัติ
  4. อุเบกขา มีความเฉยโง่เป็นวิบัติ

                ผลสำเร็จที่เป็นอุดมคติของการเจริญพรหมวิหารคือ มีความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอย่างเสมอกัน โดยไม่แบ่งแยกหมู่คณะ มิตร ศัตรู ดี เลว เป็นต้น ดังพุทธพจน์ “มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น” (กรณียเมตตสูตร, 25/10)

                กล่าวโดยสรุป ความรักด้วยกิเลสตัณหาย่อมเป็นการพอกพูนเหตุแห่งทุกข์ ความรักด้วยเมตตา กรุณา ย่อมพอกพูนเหตุแห่งสุข ด้วยประโยชน์และโทษที่ตรงข้ามกันดังนี้ กัลยาณชนจึงควรพัฒนาจิตใจ ให้เบาบางจากความรักที่เจือด้วยทุกข์ มาสู่ความรักแบบบริสุทธิ์ ที่มีแต่ความสุขความเบิกบาน มากขึ้นไปตามลำดับ

 

(บทความนี้ได้แนวมาจาก ซีดีธรรมบรรยายชุด “รักนั้นดีแน่ แต่รักแท้ดีกว่า” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) สามารถฟังได้ที่เวบไซด์วัดญาณเวศกวัน)