5.12.2 จากขันธ์ 5 และไตรลักษณ์ สู่อนัตตลักขณสูตร

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน “จากขันธ์ 5 และไตรลักษณ์ สู่อนัตตลักขณสูตร”

     ในภาพรวมจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจหลักขันธ์ 5 หลักไตรลักษณ์ และพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ตามแนวของอนัตตลักขณสูตร

      ผู้ปฏิบัติพึงทำความเข้าใจขันธ์ 5 ให้กระจ่างดีเสียก่อนว่า สิ่งที่สมมติว่าเป็นตัวเรานั้น ตามสภาวะแท้จริงประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบ 5 อย่าง กล่าวโดยย่อดังนี้

(ส่วนรูปธรรม 1)
– รูป คือ องค์ประกอบส่วนรูปธรรมทั้งหมด

(ส่วนนามธรรม 4)
– เวทนา คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
– สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้
– สังขาร คือ ความปรุงแต่งอารมณ์ให้ดีชั่ว
– วิญญาณ คือ ธาตุรู้ทางประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

      ทั้งนี้ ในการพิจารณาอย่าใช้วิธีนึกคิดตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ให้พิจารณาแยกแยะองค์ประกอบทั้ง 5 อย่างนี้ที่ตัวเราเองด้วย เพราะสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นกันไว้ด้วยกิเลสมากที่สุด ก็คือสิ่งที่สมมติว่าเป็นตัวเรานี้เอง และตัวเราดังกล่าวก็ไม่ได้มีองค์ประกอบอื่นใดนอกเหนือไปจากที่พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงแสดงออกเป็นขันธ์ 5 นี้ แม้ผู้อื่น หรือสิ่งอื่นใดในโลก ก็ไม่มีอะไรเกินเลยออกไปจากขันธ์ 5 นี้เช่นเดียวกัน ในขั้นแรกพึงทำความเข้าใจดังนี้

      ต่อมาพิจารณาหลักไตรลักษณ์ กล่าวโดยย่นย่อ การทำความเข้าใจหลักไตรลักษณ์นั้น พึงพิจารณาจากหยาบไปหาละเอียด เริ่มด้วยการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงในโลก ซึ่งมองเห็นได้ง่ายก่อน (อนิจจัง) > สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นของมีภัย ไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง (ทุกขัง) > สิ่งใดเป็นของมีภัยไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง ไม่อยู่ในอำนาจครอบครองควบคุมสั่งบังคับให้เป็นอย่างไรๆตามต้องการได้ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา)

      สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกมีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกันเช่นนี้

      เมื่อได้ทำความเข้าใจขันธ์ 5 และไตรลักษณ์ดีแล้ว พึงพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ตามแนวของอนัตตลักขณสูตร ไปตามลำดับ

วิปัสสนากรรมฐานไตรลักษณ์ขันธ์ 5

      รูปนี้ เป็นของไม่เที่ยง  (อนิจจัง) > แม้หากว่าผู้ใดจะได้รูปกายอันงดงามก็ย่อมเจ็บป่วยโทรมทรุดด้วยประการต่างๆเป็นธรรมดา (ทุกขัง) > เมื่อรูปไม่อาจยั่งยืนสมบูรณ์แบบตามต้องการแล้วไซร้ รูปย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา), ความยึดติดถือมั่นในรูปอัน ไม่เที่ยง แปรปรวน ว่าเป็นอัตตาตัวตนย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรละเสีย

      เวทนานี้ เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) > แม้ปรารถนาความสุขทั้งหลายให้ยั่งยืน ทุกข์ให้หมดสิ้นไป ก็มิได้ (ทุกขัง) > เมื่อเวทนาไม่อาจยั่งยืนสมบูรณ์แบบตามต้องการแล้วไซร้ เวทนาย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา), ความยึดติดถือมั่นในเวทนาอัน ไม่เที่ยง แปรปรวน ว่าเป็นอัตตาตัวตนย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรละเสีย

      สัญญานี้ เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) > แม้ปรารถนาให้จำเอาไว้ซึ่งเรื่องราวอันเป็นสุข ลืมเรื่องทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้น ก็มิได้ (ทุกขัง) > เมื่อสัญญาไม่อาจยั่งยืนสมบูรณ์แบบตามต้องการแล้วไซร้ สัญญาย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา), ความยึดติดถือมั่นในสัญญาอัน ไม่เที่ยง แปรปรวน ว่าเป็นอัตตาตัวตนย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรละเสีย

      สังขารนี้ เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) > แม้ปรารถนาเลือกเฉพาะสิ่งปรุงใจอันน่าพอใจก็มิได้  (ทุกขัง) > เมื่อสังขารไม่อาจยั่งยืนสมบูรณ์แบบตามต้องการแล้วไซร้ สังขารย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา), ความยึดติดถือมั่นในสังขารอัน ไม่เที่ยง แปรปรวน ว่าเป็นอัตตาตัวตนย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรละเสีย

      วิญญาณนี้ เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) > แม้ปรารถนาจะรับรู้เฉพาะสิ่งที่ต้องการ ไม่รับรู้สิ่งที่ไม่ต้องการ ก็มิได้ (ทุกขัง) > เมื่อวิญญาณไม่อาจยั่งยืนสมบูรณ์แบบตามต้องการแล้วไซร้ วิญญาณย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา), ความยึดติดถือมั่นในวิญญาณอัน ไม่เที่ยง แปรปรวน ว่าเป็นอัตตาตัวตนย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรละเสีย

      ผู้ละความยึดติดถือมั่นทั้งปวงลงได้แล้ว ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีที่ตั้งและที่ให้กระทบ มีจิตใจผาสุขทุกเมื่อ ส่วนทุกข์ทางกาย ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติไป