2.8 อริยสัจ 4

กิจในอริยสัจ

                อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมสำคัญ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ครอบคลุมหลักธรรมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีความหมายว่า สัจจะอย่างอริยะ คือ แท้ และแน่นอน

                ธรรมที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นยอดธรรม เป็นเสมือนรอยเท้าช้าง คือ ธรรมทั้งหลายรวมลงได้ในธรรมนั้น มีหลายข้อ เช่น อริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท, ความไม่ประมาท, โยนิโสมนสิการ ถ้ามองเฉพาะภาคปฏิบัติ ธรรมในภาคปฏิบัติทั้งหมดรวมลงได้ใน มรรค 8

                ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน เป็นแต่ธรรมล้วนๆ ตามธรรมชาติ ส่วนอริยสัจ 4 คือ ธรรมในรูปที่มนุษย์จะเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือที่นำเสนอในเชิงที่เอื้อต่อความเข้าใจและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ พร้อมกันนั้นก็พูดได้ว่า อริยสัจ 4 คือ ธรรมทั้งหมด มีจุดซึ่งเป็นแก่นแท้เข้าใจยากที่สุดอยู่ที่ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทและนิพพานแล้ว ก็เป็นอันเข้าใจพุทธธรรมทั้งหมด

  1. ทุกข์ แปลว่า สภาพที่ทนได้ยาก ได้แก่ ปัญหาต่างๆของมนุษย์ สภาวะของสิ่งทั้งหลายที่ตกอยู่ภายใต้ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่อาจให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มแท้จริง พร้อมที่จะก่อปัญหาสร้างความทุกข์ขึ้นมาได้เสมอ แก่ผู้ที่ยึดติดถือมั่นไว้ด้วยอุปาทาน สาระสำคัญคือ รับรู้ความจริงเกี่ยวกับทุกข์ตามที่มันเป็นอยู่ และมองดูรู้จักชีวิต รู้จักโลกตามที่มันเป็น

                กล่าวโดยย่อ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 อันยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยกิเลส (ทุกข์ในอริยสัจนั้น มองแคบกว่าทุกข์ในไตรลักษณ์ คือ เพ่งที่ทุกข์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากกิเลส คือมีสมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์เท่านั้น)

  1. สมุทัย แปลว่า เหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ความอยากด้วยกิเลส ที่จะยึดถือเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง โดยอาการที่มีเรา ซึ่งจะเสพ จะได้ จะเป็น จะไม่เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ชีวิตถูกบีบคั้นด้วยความเร่าร้อน กระวนกระวาย หวงแหน เกลียดชัง หวั่นกลัว เบื่อหน่าย ในรูปใดรูปหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา ไม่อาจปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นอิสระ สดชื่นเบิกบาน ได้อย่างบริสุทธิ์สิ้นเชิง

                กล่าวลงไปในรายละเอียด อวิชชาและตัณหา ที่ทำให้วางใจ วางตัว ปฏิบัติตน แสดงออก สัมพันธ์ต่อชีวิตและโลกอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไม่เป็นไปด้วยความรู้ตามเป็นจริง แต่เป็นไปด้วยความยินดียินร้าย ชอบชัง เป็นต้น ตลอดจนกิเลสทั้งหลายที่สืบเนื่องมา เช่น ความกลัว ความถือตัว ความริษยา ความหวาดระแวง ฯลฯ นั่นแหละ คือที่ไหลเนืองมาแห่งปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ ตัณหาเป็นตัวบงการ อวิชชาคอยหนุน

                อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดา และดำเนินไปตามกฎธรรมชาตินั้น ในการที่คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ถ้าเกี่ยวข้องโดยมีกิเลส ก็จะเกิดปัญหา มีทุกข์ขึ้นมา คือ ก้าวจากทุกข์ในสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาเป็นทุกข์ในใจเรา

                กล่าวโดยย่อ สมุทัย คือ กิเลสทั้งหลายประดามี

  1. นิโรธ แปลว่า ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่เข้าถึง เมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาซึ่งเป็นเหตุสิ้นแล้ว ทุกข์ที่เป็นผลก็ดับสิ้นไป ไม่ถูกตัณหาย้อมใจหรือฉุดลากไป ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ความเบื่อหน่ายหรือความคับข้องติดขัดอย่างใดๆ หลุดพ้นเป็นอิสระ ประสบความสุขที่บริสุทธิ์ สงบ ปลอดโปร่งโล่งเบา ผ่องใส เบิกบาน หรือเรียกว่านิพพาน (ศัพท์คำว่า “นิโรธ” แปลว่า ดับ, ปลอด, ไม่เกิดขึ้น)

                ถ้าเรารู้ทันความจริงของโลกและชีวิต แล้วเปลี่ยนวิธีสัมพันธ์เสียใหม่ โดยไม่สัมพันธ์ด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน (กิเลสต่างๆ) เป็นสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยปัญญา เมื่อพัฒนาปัญญาจนถึงที่สุด สมุทัยก็หายไป กลายเป็นนิโรธ ความคับข้องติดขัดใดๆภายในจิตใจ กลายเป็นความหลุดพ้นเป็นอิสระ ปลอดโปร่งโล่งเบา

                กล่าวโดยย่อ นิโรธ คือ นิพพาน

  1. มรรค แปลว่า ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับทุกข์ หรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีองค์ 8 ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เพราะเป็นทางสายกลาง ซึ่งดำเนินไปพอดีที่จะให้ถึงนิโรธ โดยไม่ติดข้องหรือเอียงไปหาที่สุดสองอย่าง คือ ความหมกมุ่นในกามสุข และการบีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อน เป็นกระบวนวิธีพัฒนามนุษย์ไปสู่การมีปัญญา จนกระทั่งไม่ต้องอาศัย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ในการดำเนินชีวิต แต่เป็นอยู่ด้วยปัญญา

                กล่าวโดยย่อ มรรค คือ ทางดับทุกข์ มีองค์ 8 ประการ

 

ทุกข์ในอริยสัจ

                ท่านผู้ปฏิบัติสำเร็จลุล่วงตามธรรม เข้าถึงธรรมแท้จริงแล้ว ทุกข์ไม่มี ทุกข์หายไป (หมายถึง ทุกข์ทางใจ) ทุกข์นั้นมีแต่ในธรรมชาติตามธรรมดาของมัน เป็นเรื่องของมันเอง สิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นธรรมดาตามธรรมชาติของมัน แต่มนุษย์ไม่รู้ ไม่เข้าใจความจริง ก็เลยตกเป็นทาส ถูกกฎธรรมชาติครอบงำ ก่อเกิดเป็นทุกข์ขึ้นในจิตใจ พอรู้ความจริงเข้า จึงค่อยๆคลาย ค่อยๆพ้นออกมา ทุกข์ก็น้อยลง สุขมากขึ้น จนกระทั่งในที่สุดทุกข์หมดไปไม่เหลือ โปร่งโล่ง เป็นอิสระ อยู่เหนือมัน ส่วนทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (ทุกข์ทางกาย) ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติไป

                ใครจะไปแก้ทุกข์ในธรรมชาติได้ สิ่งทั้งหลายคือสังขารเป็นทุกข์ไม่มีใครไปแก้ได้ แต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นทุกข์ตามธรรมชาติของมัน ทำไมจึงมาเป็นทุกข์ในจิตใจของเราด้วยล่ะ แสดงว่าเราผิด เราไปเอาทุกข์มาใส่ตัวเอง แต่พอเรารู้เท่าทัน เราปฏิบัติถูก เข้าถึงความจริง เข้าถึงธรรมแล้ว ทุกข์ที่มีในธรรมชาติ ก็เป็นทุกข์ตามธรรมชาติไป แต่ไม่เข้ามาครอบงำจิตของเรา เราก็ไม่ทุกข์ไปด้วย เป็นอิสระหลุดพ้น

                ปฏิจจสมุปบาท เป็นเนื้อหาสำคัญของ อริยสัจ และอริยสัจก็มีความหมายครอบคลุมปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ โดยปฏิจจสมุปบาทเน้นแสดงกระบวนการเกิดทุกข์ และดับทุกข์ ตามธรรมชาติล้วนๆ เป็นมัชเฌนธรรมเทศนา คือ หลักธรรมที่แสดงเป็นกลางๆ ตามที่เป็นไปตามธรรมดาของมัน ส่วนอริยสัจขยายผลถึงการปฏิบัติ วางระบบวิธีที่ทำให้สำเร็จผล และได้แสดงสภาวะของตัวนิโรธหรือนิพพานด้วย ปฏิจจสมุปบาท เป็นตัวกระบวนธรรมแกนกลางของอริยสัจ และเป็นเนื้อหาทางวิชาการ ที่จะต้องศึกษา ในเมื่อต้องการเข้าใจอริยสัจให้ชัดเจนถึงที่สุด จึงเป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาทบทวนหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆ ที่ท่านปรารภว่าเป็นสิ่งที่คนอื่นรู้ตามได้ยาก คือ ปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน

                ในแง่ของการหยั่งรู้ พระพุทธเจ้าทรงเลือกกล่าวคำสอนเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการบรรลุธรรมเท่านั้น ท่านเปรียบเหมือนเลือกใบไม้มาหนึ่งกำมือ จากใบไม้ทั้งหมดในป่า ธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าทรงสอน นั่นคือ อริยสัจ 4 โดยมีจุดซึ่งเป็นแก่นแท้เข้าใจยากที่สุดอยู่ที่ปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน ถ้าเข้าใจปฏิจจสมุปบาทและนิพพานแล้ว ก็เป็นอันเข้าใจพุทธธรรมทั้งหมด กล่าวได้ว่า ที่จริง สาระสำคัญที่พระพุทธเจ้าต้องการ คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท และนิพพานนี่เอง แต่พอมาสื่อกับประชาชน ใช้อริยสัจ 4 เพื่อให้เป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติได้ แก้ไขทุกข์ได้สำเร็จ

                การสอนแบบอริยสัจ 4 เป็นวิธีการสอนที่วงการการศึกษาโลกยอมรับมาก ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของวิธีสอนทุกอย่าง (รวมถึงการปลุกระดมจิตใจด้วย)

  1. จาระไนปัญหา (ทุกข์)
  2. ชี้เหตุแห่งปัญหา (สมุทัย)
  3. บอกจุดหมาย (นิโรธ)
  4. สาธยายวิธีทำการ (มรรค)

 

ทุกขอริยสัจ

กิจในอริยสัจ

                สิ่งสำคัญยิ่งเกี่ยวกับอริยสัจ คือ การรู้และทำหน้าที่ต่ออริยสัจแต่ละข้อให้ถูกต้อง

                ทุกข์ : ควรกำหนดรู้ ศึกษาให้รู้จัก ให้เข้าใจสภาวะที่เป็นทุกข์ ตามที่มันเป็นของมัน จัดเป็นขั้นเริ่มต้น สำรวจปัญหา รวมถึงเรียนรู้เข้าใจชีวิตซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาด้วย

                สมุทัย : ควรละ คือ การกำจัดเหตุแห่งทุกข์ให้หมดสิ้นไป การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา จัดเป็นขั้น สืบค้นวิเคราะห์ วินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา

                นิโรธ : ควรทำให้แจ้ง หมายถึง การประจักษ์แจ้ง หรือ บรรลุถึงภาวะดับทุกข์ การเข้าถึงภาวะที่แก้ปัญหาได้เสร็จสิ้น บรรลุจุดหมายที่ต้องการ จัดเป็นขั้นเล็งรู้ภาวะหมดปัญหาที่เอาเป็นจุดหมาย ว่าเป็นไปได้อย่างไรและเมื่อไปถึงแล้วผลสำเร็จคืออะไร

                มรรค : ควรเจริญ คือ ทำให้เกิดขึ้นและเจริญเพิ่มพูนขึ้น การกระทำตามมรรควิธีที่จะนำไปสู่จุดหมาย จัดเป็นขั้นรับทราบวิธีการขั้นตอน และลงมือปฏิบัติ มรรคมีความหมายครอบคลุมธรรมภาคปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา องค์ประกอบทั้ง 8 ของมรรค สามารถนำไปแยกแยะกระจายเนื้อหาออกและจัดรูปร่างระบบใหม่ โดยมีจุดเน้นต่างแห่งกัน ได้ตามความเหมาะสม เช่น ระบบสำคัญที่เป็นมาตรฐาน ได้แก่ ไตรสิกขา, สำหรับประชาชนทั่วไปใช้ กุศลกรรมบถ 10 / บุญกิริยาวัตถุ, เน้นหลักวิปัสสนาปัญญามุ่งตรงสู่จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาใช้ วิสุทธิ 7 เป็นต้น

                เปรียบเทียบอริยสัจ 4 โดยอุปมา : ทุกข์ เหมือน โรค, สมุทัย เหมือน สาเหตุของโรค, นิโรธ เหมือน ความหายโรค, มรรค เหมือน ยารักษาโรค

กิจในอริยสัจพุทธธรรม

(สัจญาณ : รู้ความหมาย, กิจญาณ : รู้หน้าที่, กตญาณ : รู้ว่าได้ทำหน้าที่ต่ออริยสัจนั้นแล้ว)

                “ภิกษุทั้งหลาย การรู้การเห็นของเราตามเป็นจริง (ญาณทัศนะ) ครบ 3 ปริวัฏ 12 อาการ ในอริยสัจ 4 เหล่านี้ ยังไม่บริสุทธิ์แจ่มชัด ตราบใด ตราบนั้น เราก็ยังปฏิญาณไม่ได้ว่าเราบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, 4/13-16)