2.5 องค์ประกอบของมัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทาพุทธธรรม

                มัชฌิมาปฏิปทา (มรรค) เรียกอย่างสั้นว่า การเป็นอยู่ด้วยปัญญา ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจจึงเป็นแกนนำของความประพฤติปฏิบัติ เป็นส่วนสำคัญที่ต้องใช้ตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ด้วยเหตุนี้ มรรค จึงมีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบข้อแรก

                ดังพุทธพจน์ “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์มรรคเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำอย่างไร? ด้วยสัมมาทิฏฐิ จึงรู้จักมิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้จักสัมมาทิฏฐิ ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ …ฯลฯ… รู้จึกมิจฉาสมาธิ ว่าเป็นมิจฉาสมาธิ รู้จักสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสัมมาสมาธิ

                “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้าอย่างไร? เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณจึงพอเหมาะได้, เมื่อมีสัมมาญาณ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้” (มหาจัตตารีสกสูตร, 14/254-280)

            ความเจริญขององค์มรรค ที่ควบไปกับการฝึกไตรสิกขา คือ เมื่อมองจากข้างนอก หรือมองตามขั้นตอนใหญ่ ก็จะเห็นการฝึกอบรมตามลำดับขั้นของไตรสิกขา แต่เมื่อมองเข้าไปข้างใน ดูที่รายละเอียดการทำงาน ก็จะเห็นองค์มรรคทั้งหลายทำหน้าที่กันอยู่ ประสานขานรับกัน ทั้งระบบฝึกคนจากข้างนอก และระบบก้าวหน้าขององค์ธรรมที่อยู่ข้างใน

            มรรค 8 แบ่งเป็น หมวดศีล หมวดสมาธิ และหมวดปัญญา ส่วนในระดับชาวบ้าน ท่านใช้บุญกิริยาวัตถุ 3 แบ่งเป็น ทาน ศีล ภาวนา โดยภาวนาเน้นไปที่การเจริญเมตตา (หรือใช้ กุศลกรรมบถ 10 แทนบุญกิริยาวัตถุ 3 ก็ได้)