1.21 สังโยชน์ 10

พุทธธรรม การละสังโยชน์

                กิเลสอันผู้ใจสัตว์, อกุศลธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏะ หรือ ผูกกรรมไว้กับผล

โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 : สังโยชน์เบื้องต่ำ

  1. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นตัวของตน เห็นว่ามีตนอยู่ในขันธ์ 5 เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นสัญญา เห็นสังขาร เห็นวิญญาณเป็นตัวของตน มีตนอยู่ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ความเห็นที่ยังติดแน่นในสมมติว่าเป็นตัวตน เราเขา เป็นนั่นเป็นนี่ มองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง ที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆมาประชุมกันเข้า ทำให้มีความเห็นแก่ตัวในขั้นหยาบ และความรู้สึกกระทบกระทั่งบีบคั้นเป็นทุกข์ได้รุนแรง
    สักกายทิฏฐิ มีความหมายเหมือนกับ อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่ามีตัวตน)
    (จากหนังสือ ปฏิปุจฉาวิสัชนา)
    “สักกายทิฏฐิที่ท่านแปลไว้ตามแบบในภาษาไทย ใครฟังก็ไม่ใคร่เข้าใจ เพราะท่านแต่ก่อนพูดภาษามคธกัน ท่านเข้าใจได้ความกันดี ส่วนเราเป็นไทย ถึงแปลแล้วก็จะไม่เข้าใจของท่าน จึงลงความเห็นว่าไม่เป็นตัวเป็นตนไปเสีย ดูออกจะแรงมากไป ควรจะนึกถึงพระโกณฑัญญะท่านได้เป็นโสดาบันโดยได้ความเห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” พระสารีบุตรได้พบพระอัสสชิได้ฟังอริยสัจย่อว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุของธรรมนั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติกล่าวอย่างนี้” ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ละสักกายทิฏฐิได้ คำที่ว่าไม่เป็นตัวเป็นตนนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจกันไปเอง เช่น พระโกณฑัญญะเมื่อฟังธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ท่านก็ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว ทำไมจึงต้องฟังอนัตตลักขณสูตรอีกเล่า”
    “ถ้าเช่นนั้นเห็นอย่างไรเล่าจึงเป็นสักกายทิฏฐิ?”
    “ตามความเห็นของข้าพเจ้าว่า ไม่รู้จักขันธ์ 5 ตามความเป็นจริง เห็นว่าเป็นตัวตน และเที่ยงสุข และเลยไปเห็นว่าเป็นสุภะ ที่เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส (สุภะ แปลว่า ความงาม, คือในขั้นสมมตินั้น มีงาม ไม่งาม แต่ในขณะเดียวกันควรเข้าใจด้วยว่า ถ้ามองที่สภาวะก็เป็นธาตุมาประกอบกัน ไม่มีงาม ไม่งาม) นี่แหละเป็นสักกายทิฏฐิ”
    การละสักกายทิฏฐิ เป็นขั้นละมิจฉาทิฏฐิ ไปสู่สัมมาทิฏฐิ คือ ในขั้นนี้แม้จะเลิกเห็นว่าเป็นตัวตนแล้ว แต่ความยึดถือที่ฝังลึกยังละออกไปได้ไม่หมด
  2. วิจิกิจฉา : ความลังเล สงสัย เคลือบแคลงต่างๆ เช่น สงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในอริยสัจ 4 ในสิกขา ในเรื่องที่มาที่ไปของชีวิต ในปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ทำให้ไม่มั่นใจ ไม่เข้มแข็งแกล้วกล้าที่จะดำเนินชีวิตตามหลักธรรม ด้วยความมีเหตุผล และในการที่จะเดินหน้าแน่วดิ่งไปในอริยมรรคา
  3. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลและพรต จนเลยเถิด, ถือโดยสักว่าทำตามๆกันไปอย่างงมงาย ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายที่แท้จริงของศีลและพรต เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและพรต หรือพิธีกรรมต่างๆ,
    ในเรื่องของศีลพรต มีหลักการโดยสรุปว่า เมื่อบุคคลถือปฏิบัติศีลพรตใดแล้ว อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ศีลพรตอย่างนั้นผิดพลาด ไร้ผล บุคคลถือปฏิบัติศีลพรตใดแล้ว กุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อมถอย ศีลพรตอย่างนั้นถูกต้องมีผลดี
    ตามหลักแล้ว ตราบใดยังเป็นปุถุชน สีลัพตปรามาสย่อมมีอยู่ไม่มากก็น้อย ต่อเมื่อใดเป็นพระโสดาบัน กิเลสหยาบแรงหมดไป จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญบริบูรณ์ในศีล
    (ปรามาส แปลได้หลายความหมาย 1. ลูบคลำ หยิบฉวย จับต้อง 2. ยึดมั่นถือมั่นเลยเถิดจากวัตถุประสงค์ 3. ดูถูก)
  4. กามราคะ (กามฉันทะ, อภิชฌา) : ความติดใคร่ในกามคุณทั้ง 5, ความอยากได้ใฝ่หาในเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง และโผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ
  5. ปฏิฆะ (พยาบาท) : ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง (ท่านว่าที่ใช้คำว่าปฏิฆะแทน โทสะ หรือ พยาบาท เพราะปฏิฆะใช้ในความหมายที่เบากว่า คือหมายถึง โทสะที่เป็นเพียงการขุ่นเคืองในจิตใจ ซึ่งไม่ถึงกับจะไปตีรันฟันแทงใครจริงๆ ส่วนโทสะ (และโลภะ) ในขั้นหยาบพระโสดาบันก็ละได้แล้ว)

    อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 : สังโยชน์เบื้องสูง
  6. รูปราคะ : ความติดใจในรูปธรรม ติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน ติดใจปรารถนาในรูปภพ
  7. อรูปราคะ : ความติดใจในอรูปธรรม ติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน ติดใจปรารถนาในอรูปภพ
  8. มานะ : ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น สูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา ต่ำกว่าเขา เป็นต้น
  9. อุทธัจจะ : ความฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ ว้าวุ่น ซัดส่าย คิดพล่านไป
  10. อวิชชา : ความไม่รู้จริง, ไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใจกฎธรรมดาแห่งเหตุและผล ไม่รู้อริยสัจ (ในบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองนั้น ตัวรากเหง้าที่สุดก็คือ โมหะ หรือ อวิชชา นี่เอง)

 

สังโยชน์ 10 (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. สารานุกรมพระพุทธศาสนา)

  1. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน
    ความเห็นว่าไม่เป็นตัวเป็นตน พิจารณาตามความหมายของคำ ชวนให้เข้าใจผิด เพราะความหมายใกล้กับคำว่า นิรัตตา คือ ความดับสูญ รวมถึง นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นผลบุญผลบาปว่าไม่มี ซึ่งเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างยิ่ง ผู้ศึกษาพึงใช้โยนิโสมนสิการในการพิจารณา
  2. วิจิกิจฉา : ความลังเลเป็นเหตุไม่แน่ใจในปฏิปทาเครื่องดำเนินของตน
  3. สีลัพตปรามาส : ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลพรตอย่างนั้นอย่างนี้
  4. กามราคะ : ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม
  5. ปฏิฆะ : ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ได้แก่ความหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ
  6. รูปราคะ : ความติดอยู่ในรูปธรรม เช่น ชอบใจใน (คุณธรรมของ) บุคคลบางคน หรือในวัตถุอันเป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน
  7. อรูปราคะ : ความติดอยู่ในอรูปธรรม เช่น พอใจสุขเวทนา
  8. มานะ : ความสำคัญตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่
  9. อุทธัจจะ : ความพล่าน เช่น นึกอะไรก็เพลินเกินไปกว่าเหตุ
  10. อวิชชา : ความเขลาอันเป็นเหตุไม่รู้จริง

                พึงเข้าใจว่า การละสังโยชน์ทุกข้อนั้น พระเสขะสามารถละไปได้แล้วบางส่วนตามระดับการบรรลุธรรม และจะละได้ทั้งหมดเมื่อบรรลุธรรมถึงขั้นนั้นๆ เช่น พระโสดาบัน ก็ละอวิชชาไปได้พอสมควรและมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ เมื่อบรรลุอรหัตตผลจึงละอวิชชาได้ทั้งหมด เป็นต้น

                “อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการโดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ 3 ย่อมถูกละได้ กล่าวคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส” (สัพพาสวสังวรสูตร, 12/12)