2.5.3.2 สติปัฏฐาน 4 และกายคตาสติ

การใช้สติให้ดีที่สุด

สติปัฏฐาน 4

                สติปัฏฐาน 4 แปลว่า ที่ตั้งของสติ, วิธีปฏิบัติเพื่อใช้สติให้บังเกิดผลดีที่สุด, การพัฒนาปัญญาโดยมีสติเป็นตัวเด่น หมายถึง การมีสติปรากฏตัวทำงานพร้อมอยู่ อันคอยกำกับจิตไว้ ให้ทันต่ออารมณ์ คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องรับรู้รับทราบ โดยช่วยให้ปัญญาตามดูรู้ทันมองเห็นสิ่งนั้นๆตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆมันเป็นของมัน แล้วดำรงจิตเป็นอิสระอยู่ได้ ไม่เกิดมีความติดใจ-ขัดใจ ยินดี-ยินร้าย ปรุงแต่ง-เอนเอียง ขึ้นมาครอบงำตามอำนาจของกิเลส ตัณหา

                สติปัฏฐานเป็นวิธีปฏิบัติธรรมที่นิยมกันมาก และยกย่องนับถือกันอย่างสูง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าสติปัฏฐานเป็น เอกายนมรรค คือ ทางปฏิบัติอันเอก อันเดียว เนื่องจากสติปัฏฐานนั้นมีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนาครบในตัว (ไม่ควรเข้าใจไปว่าสำเร็จได้เฉพาะทางสายนี้สายเดียว สายอื่นมิใช่ทาง)

  1. กายานุปัสสนา : การพิจารณากาย หรือตามดูรู้ทันกาย มีวิธีปฏิบัติเช่น อานาปานสติ, การกำหนดรู้อิริยาบถ, การพิจารณาซากศพ ฯลฯ
  2. เวทนานุปัสสนา : การตามดูรู้ทันเวทนา ทั้งชนิดที่เป็น สามิส (สุขเจืออามิส, สุขที่เกิดจากกามคุณ) และนิรามิส (ไม่ต้องอาศัยกามคุณเป็นเครื่องล่อ)
  3. จิตตานุปัสสนา : การตามดูรู้ทันจิต เช่น ขณะนี้จิตมีกิเลสอะไรแสดงตัวอยู่ จิตเป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น จิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ
  4. ธัมมานุปัสสนา : การตามดูรู้ทันธรรม คือ รู้ชัดว่าธรรมนั้นๆมีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร เช่น พิจารณานิวรณ์, ขันธ์, อริยสัจ ฯลฯ

                อนึ่ง ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า เห็นกายในกาย หมายถึง มีสติตรงชัดต่อความจริงแค่ที่ว่า เห็นกายเป็นกาย ไม่ใช่เลยไปเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ของตน ของเขา ของใคร เป็นต้น ทั้งนี้เพียงเพื่อเป็นความรู้และสำหรับใช้ระลึก คือเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ ให้สติปัญญาเจริญเพิ่มพูน มิใช่เพื่อจะคิดฟุ้งเฟ้อปรุงแต่งฟ่ามเฝือไป, แม้ในเวทนา จิต และธรรม ก็พึงเข้าใจอย่างเดียวกันนี้

กายคตาสติ

                มาจากคำว่า กาย + คติ + สติ จึงหมายถึง การมีสติเห็นการเป็นไปของกายตามเป็นจริง ซึ่งใช้หลักในการพิจารณาเช่นเดียวกับ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่ใช้สติพิจารณากายเป็นอารมณ์นั่นเอง (จะเห็นว่าแนวทางการปฏิบัติสติ สมาธิ และปัญญา นั้นเกี่ยวเนื่องไปด้วยกัน รูปแบบการเจริญสมาธิอย่างหนึ่งก็อาจใช้เป็นฐานในการเจริญสติและปัญญาได้ด้วย)

                เป็นการปฏิบัติที่สามารถใช้พัฒนาได้ทั้งด้าน สมถ และวิปัสสนา แล้วแต่ผู้ปฏิบัติจะเลือกเน้น เช่น

  • อานาปานสติ : สะดวกในการปฏิบัติด้านสมถ รวมถึงนิยมใช้เป็นฐานในการวิปัสสนาในแนวทางอื่นๆ
  • ปฏิกูลมนสิการ : พิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบ ซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด เป็นปฏิกูล เปรียบเหมือนถุงหนังที่มีของไม่สะอาดอยู่ภายใน และเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น
  • ธาตุมนสิการ : การพิจารณากายตามที่ดำรงอยู่โดยธาตุทั้ง 4 คือ
    ดิน : มีลักษณะแข้นแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก หัวใจ ตับ ไต รวมถึงอาหารที่กินแล้ว
    น้ำ : มีลักษณะเอิบอาบ เช่น เลือด หนอง มัน ไขข้อ มันสมอง
    ลม : คือลมต่างๆทั้งลมหายใจ และลมในช่องท้อง
    ไฟ : ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัวที่มีลักษณะร้อน
    ธาตุ 6 ได้แก่ ธาตุ 4 กับเพิ่มส่วนนามธรรมอีก 2 อย่าง คือ
    อากาสธาตุ : สภาวะที่ว่าง ช่องว่าง
    วิญญาณธาตุ : สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ ธาตุรู้
  • นวสีมนสิการ (อสุภะกรรมฐาน) : พิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ

                “ภิกษุเจริญกายคตาสติแล้ว ทำให้มากแล้ว เธอย่อมถึงความเป็นผู้สามารถในธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่ง อันเป็นแดนที่ตนน้อมจิตไป โดยการทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งๆนั้นได้” , “ภิกษุเจริญ ทำให้มาก ซึ่งกายคตาสติแล้ว มารย่อมไม่ได้ช่อง (ในการทำให้เขว)” (กายคตาสติสูตร, 14/311)