2.5.3.4 สติปัฏฐาน 4 : ทางสายเอกอันกว้างขวางและครอบคลุม

กายคตาสติ การปฏิบัติ

สติปัฏฐาน 4

      สติปัฏฐาน 4 แปลว่า ที่ตั้งของสติ, วิธีปฏิบัติเพื่อใช้สติให้บังเกิดผลดีที่สุด, การพัฒนาปัญญาโดยมีสติเป็นตัวเด่น หมายถึง การมีสติพร้อมอยู่อันกำกับจิตไว้ ให้ทันต่ออารมณ์ คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องรับรู้รับทราบ โดยช่วยให้ปัญญาตามดูรู้ทันมองเห็นสิ่งนั้นๆตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆมันเป็นของมัน ไม่เกิดมีความติดใจ-ขัดใจ ยินดี-ยินร้าย ปรุงแต่ง-เอนเอียง ขึ้นมาครอบงำตามอำนาจของกิเลสตัณหา ดำรงจิตเป็นอิสระ เบิกบาน ปลอดโปร่งจากโทมนัส คือ ปราศจากทุกข์ทางใจ

      สติปัฏฐานเป็นวิธีปฏิบัติธรรมที่นิยมกันมาก และยกย่องนับถือกันอย่างสูง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าสติปัฏฐานเป็น เอกายนมรรค คือ ทางปฏิบัติอันเอก อันเดียว เนื่องจากสติปัฏฐานนั้นมีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนาครบในตัว

      ทั้งนี้ ไม่ควรเข้าใจว่าสำเร็จได้เฉพาะทางสายนี้สายเดียว สายอื่นมิใช่ทาง แต่ที่ท่านทรงใช้คำว่า เอกายนมรรค ผู้บันทึกเข้าใจว่าเป็นเพราะไม่ว่าจะปฏิบัติแนวทางใด เมื่อเจริญวิปัสสนาเพื่อความรู้เห็นตามเป็นจริง ย่อมอาศัยหลักการเดียวกัน คือพิจารณา ขันธ์ 5 และความล่วงพ้นไปจากความยึดติดในขันธ์ 5 นั่นเอง ไม่มีประเด็นอื่นใดที่นอกเหนือไปจากนี้ พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า “มรรคนั้นต่างกันโดยเทศนา แต่โดยอรรถก็อันเดียวกันนั้นเอง” เช่น การปฏิบัติแนวสมถยานเจริญสมาธิขึ้นก่อนแล้วจึงพิจารณาสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นในสมาธินั้น การพิจารณาความสุขสงบของสมาธิก็จัดเข้าใน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาจิตที่ผ่องใสจากกิเลสในสมาธิก็จัดเข้าใน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นต้น  จึงสามารถกล่าวได้ว่า เมื่อมองในด้านของการเจริญวิปัสสนาแล้ว สติปัฏฐาน เป็นทางสายเอกที่กว้างขวางครอบคลุมทางสายอื่นไว้ทั้งหมด เสมือนเป็นการขยายความโลกุตรธรรมที่ท่านตรัสไว้โดยย่อในจูฬตัณหาสังขยสูตรว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น” นั่นเอง (ธรรม ในที่นี้ใช้ในความหมายกว้าง หมายถึง สิ่งทั้งปวง)

     นอกจากนี้ ควรทราบว่า สติปัฏฐาน และธรรมอื่นที่มีเนื้อหามุ่งเน้นไปที่ความไม่ยึดติดถือมั่นโดยตรง ถือเป็นโลกุตรธรรม อันพระพุทธเจ้าทรงเลือกเฟ้นกลุ่มผู้ฟังที่จะตรัสสอน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นพระภิกษุ ส่วนกลุ่มผู้ฟังที่เป็นคฤหัส อาจเป็นไปได้ว่า ท่านทรงแสดงธรรมลักษณะนี้เพียงบางกรณีที่เหมาะสมเท่านั้น

     ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งท่านตรัสแก่ภิกษุและชาวเมืองกุรุ อรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า “ชาวแคว้นกุรุ ไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณี และอุบาสก อุบาสิกา … ชาวกุรุนั้นมีกำลังปัญญาอันร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์อุดหนุนแล้ว จึงสามารถรับเทศนาที่ลึกซึ้งนี้ได้” (อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค) เมื่อเป็นดังนี้ ก็สมควรอย่างยิ่ง ที่ผู้ศึกษาจะศึกษาธรรมที่มุ่งเน้นเรื่อง “ความไม่ยึดติดถือมั่น” ด้วยความระมัดระวัง และพยายามทำความเข้าใจให้ถูกต้องอย่าให้ไขว้เขวไป

      “ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานหนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ” (มหาสติปัฏฐานสูตร, 10/273)

      อนึ่ง ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า เห็นกายในกาย หมายถึง มีสติตรงชัดต่อความจริงแค่ที่ว่า เห็นกายเป็นกาย ไม่ใช่เลยไปเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ของตน ของเขา ของใคร เป็นต้น ทั้งนี้เพียงเพื่อเป็นความรู้และสำหรับใช้ระลึก คือเพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ ให้สติปัญญาเจริญเพิ่มพูน มิใช่เพื่อจะคิดปรุงแต่งฟ่ามเฝือ, แม้สำนวน เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรม ก็พึงเข้าใจอย่างเดียวกันนี้

     ใจความพุทธพจน์ที่ยกมาข้างต้นนั้นเป็นส่วนของบทนำซึ่งเป็นย่อหน้าแรกของ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาที่ท่านได้ทรงอธิบายขยายความแนวทางในการปฏิบัติโดยแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ความโดยย่อ ดังนี้

1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

      การพิจารณาตามดูรู้ทันกาย เพื่อเห็นตามความเป็นจริงถึงความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของกาย แล้วละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในกายตน ละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในกายผู้อื่น มีสติรู้ว่ากายมีอยู่เพื่อให้หมายรู้ไปตามความเป็นจริง มิใช่เพื่อให้ยึดติดถือมั่นไว้ ผู้ปฏิบัติไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายเช่นใด สิ่งทั้งปวงในโลกก็ไม่พึงยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ ตัณหาและความเห็นผิดย่อมจางคลายไป ปลอดโปร่งด้วยความไม่ยึดติดถือมั่นสิ่งใดๆไว้ด้วยกิเลส

แนวทางการปฏิบัติ (โดยย่อตามพระสูตร)

     1.1) อานาปานบรรพ มีสติพิจารณาลมหายใจเข้าออกว่าเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     1.2) อิริยาบถบรรพ มีสติพิจารณาการเดิน ยืน นั่ง นอน หรืออิริยาบถใดๆว่าเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     1.3) สัมปชัญญบรรพ มีสติพิจารณาการก้าว ถอย แลมอง กิน ดื่ม พูด ขับถ่าย ฯลฯ ว่าเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     1.4) ปฏิกูลมนสิการบรรพ มีสติพิจารณากายนี้ตั้งแต่เท้าจรดปลายผม ว่าประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ อันเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     1.5) ธาตุมนสิการบรรพ มีสติพิจารณาเห็นกายโดยความเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม อันเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     1.6) นวสีวถิกาบรรพ มีสติพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆแล้วน้อมเข้ามาสู่กายนี้ว่า ย่อมต้องมีอย่างนี้เป็นธรรมดา เกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา

     ทั้งนี้ อรรถกถาจารย์ท่านได้ขยายความว่า การกำหนดรู้กายเพียงว่าขณะนั้นกำลังทำอะไร แต่มิได้พิจารณาเพื่อเพิกถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ยังไม่จัดเป็นการเจริญสติปัฏฐานเลย การกำหนดรู้เพียงแค่นี้แม้สัตว์ต่างๆทั่วไปก็มี

2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

      การพิจารณาตามดูรู้ทันเวทนา (ความสุข ทุกข์) ทั้งชนิดที่เป็น สามิส (สุขเจืออามิส, สุขที่เกิดจากกามคุณ) และนิรามิส (ไม่ต้องอาศัยกามคุณเป็นเครื่องล่อ คือ สุขจากสมาธิ สุขจากความปลอดกิเลส) เพื่อเห็นตามความเป็นจริงถึงความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของเวทนา แล้วละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในเวทนาของตนและผู้อื่น มีสติรู้ว่าเวทนามีอยู่เพื่อให้หมายรู้ไปตามความเป็นจริง มิใช่เพื่อให้ยึดติดถือมั่นไว้ ผู้ปฏิบัติไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนาเช่นใด สิ่งทั้งปวงในโลกก็ไม่พึงยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ ตัณหาและความเห็นผิดย่อมจางคลายไป ปลอดโปร่งด้วยความไม่ยึดติดถือมั่นสิ่งใดๆไว้ด้วยกิเลส

แนวทางการปฏิบัติ (แบบประยุกต์ในเบื้องต้น)

     2.1) มีสติพิจารณาความสุข ความทุกข์ ในชีวิตประจำวันทั่วไป (สามิสสุข) อันเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     2.2) มีสติพิจารณาความสุขสงบปราณีตจากสมาธิ (นิรามิสสุข) อันเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา

3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

      การพิจารณาตามดูรู้ทันจิต เช่น ขณะนี้จิตของตนมีกิเลสอะไรแสดงตัวอยู่ จิตเป็นสมาธิ จิตฟุ้งซ่าน เป็นต้น ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ เพื่อเห็นตามความเป็นจริงถึงความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของจิต แล้วละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในจิตของตนและผู้อื่น มีสติรู้ว่าจิตมีอยู่เพื่อให้หมายรู้ไปตามความเป็นจริง มิใช่เพื่อให้ยึดติดถือมั่นไว้ ผู้ปฏิบัติไม่ยึดมั่นถือมั่นในจิตเช่นใด สิ่งทั้งปวงในโลกก็ไม่พึงยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ ตัณหาและความเห็นผิดย่อมจางคลายไป ปลอดโปร่งด้วยความไม่ยึดติดถือมั่นสิ่งใดๆไว้ด้วยกิเลส

แนวทางการปฏิบัติ (แบบประยุกต์ในเบื้องต้น)

     3.1) มีสติพิจารณาจิตอันฟุ้งซ่านด้วยกิเลสในชีวิตประจำวัน เช่น ความกระหายใคร่อยากในสิ่งต่างๆ ความโกรธแค้นเมื่อไม่ได้ดังใจ ความหดหู่ท้อแท้ เป็นต้น ว่ากิเลสนั้นก่อความเศร้าหมองในจิตใจอย่างไร จิตอันเศร้าหมองด้วยกิเลสนั้น เกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     3.2) มีสติพิจารณาจิตอันปลอดโปร่งจากกิเลสในชีวิตประจำวัน เช่น ความสบายใจเมื่อทำงานสำคัญเสร็จด้วยดี ความสบายใจเมื่อหายจากการป่วยด้วยโรคร้าย ความสบายใจเมื่อพ้นจากความเป็นหนี้สิน เป็นต้น ว่าความปลอดกิเลสนั้นก่อความเบิกบานในจิตใจอย่างไร จิตอันเบิกบานด้วยความปลอดกิเลสนั้น เกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     3.3) มีสติพิจารณาจิตอันปลอดโปร่งจากกิเลสเมื่อทำสิ่งอันเป็นกุศล เช่น เมื่อให้ทานจิตปลอดโปร่งจากความโลภ เมื่อเจริญเมตตากรุณาจิตปลอดโปร่งจากความโกรธ เมื่อเจริญปัญญาจิตปลอดโปร่งจากความหลง เป็นต้น ว่าความปลอดกิเลสนั้นก่อความเบิกบานในจิตใจอย่างไร จิตอันเบิกบานด้วยความปลอดกิเลสนั้น เกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา
     3.4) มีสติพิจารณาจิตอันสุขสงบปราณีตจากสมาธิ อันเกิดขึ้น และดับไป (เสื่อมไป, เปลี่ยนไป) เป็นธรรมดา

     ควรทราบว่าความปลอดโปร่งใจในลักษณะตามที่ยกตัวอย่างมา ไม่ได้เป็นภาวะที่จิตปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง เป็นเพียงภาวะที่กิเลสไม่ฟุ้งซ่านขึ้นมารบกวน คือ กิเลสตกตะกอนอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่าแม้ภาวะที่กิเลสสงบลงไปเพียงเล็กน้อยยังให้ความสุข ความสบายใจเพียงนี้ ถ้ากิเลสสงบลงไปยิ่งกว่านี้จะดีเพียงใด เป็นการเชื่อมโยงกลับไปสู่เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน นอกจากนี้เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาหาเหตุปัจจัยอันจะทำให้กิเลสสงบลงยิ่งไปกว่านี้ ก็เป็นการเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ไม่ได้แยกขาดออกจากกัน ผู้ปฏิบัติจึงสามารถพิจารณาอารมณ์ต่างๆด้วยแนวทางแห่งสติปัฏฐานได้ต่อเนื่องเรื่อยไป

4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

     การพิจารณาตามดูรู้ทันธรรม คือ รู้ชัดว่าธรรมนั้นๆมีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร เช่น นิวรณ์, ขันธ์, สังโยชน์, โพชฌงค์, อริยสัจ เพื่อเห็นตามความเป็นจริงถึงความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของธรรมเหล่านั้นที่มีในตน แล้วละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในธรรมทั้งหลาย มีสติรู้ว่าธรรมมีอยู่เพื่อศึกษาปฏิบัติให้เจริญยิ่งขึ้นไป มิใช่เพื่อให้ยึดติดถือมั่นไว้ ผู้ปฏิบัติไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมเช่นใด สิ่งทั้งปวงในโลกก็ไม่พึงยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้ ตัณหาและความเห็นผิดย่อมจางคลายไป ปลอดโปร่งด้วยความไม่ยึดติดถือมั่นสิ่งใดๆไว้ด้วยกิเลส

แนวทางการปฏิบัติ (แบบประยุกต์ในเบื้องต้นเฉพาะหมวดอริยสัจ 4)

     พึงรู้ชัดตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 ว่า
ทุกข์ (ปัญหา) : ขันธ์ 5 อันบุคคลยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสเป็นทุกข์
สมุทัย (สาเหตุของปัญหา) : ตัณหาความใคร่อยากด้วยกิเลสในสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์
นิโรธ (เป้าหมาย) : ความหลุดพ้น ปลอดโปร่ง เป็นอิสระจากทุกข์ เหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ไหน ตัณหาเกิดมีในสิ่งใดพึงพิจารณาดับที่นั่น
มรรค (วิธีปฏิบัติ) : วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเป้าหมายแห่งความดับทุกข์ อันมีองค์ประกอบ 8 ประการ

     เมื่อศึกษาทำความเข้าใจในอริยสัจ 4 (และธรรมต่างๆ) แล้ว พึงละวางความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสในธรรมทั้งหลาย เช่น ความถือตัวว่าได้รู้ได้ศึกษามามาก, ความใคร่อยากในธรรมด้วยตัณหามิใช่ด้วยฉันทะความใฝ่ดี, ความยึดมั่นไว้ด้วยกิเลสว่าธรรมนี้เป็นของตน ธรรมนี้มีในตน เป็นต้น มีสติรู้ว่าธรรมมีอยู่เพื่อศึกษาปฏิบัติให้เจริญยิ่งขึ้นไป มิใช่เพื่อให้ยึดติดถือมั่นไว้

 

      ในช่วงท้ายของมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงได้ตรัสในทำนองให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติว่า ผู้ใดเจริญสติปัฏฐานทั้ง 4 นี้ ตลอด 7 ปี ย่อมพึงหวังผลแห่งการบรรลุธรรมได้ แม้ปฏิบัติตลอด 7 เดือน หรือปฏิบัติตลอด 7 วัน ก็พึงหวังผลแห่งการบรรลุธรรมได้ (ผู้บันทึกเข้าใจว่าตัวเลขเช่นนี้กึ่งๆจะเป็นลักษณะของสำนวนภาษา อาจไม่ควรยึดถือเอาอย่างตรงตัวมากนัก ควรถือเอาความหมายคร่าวๆว่า เป็นเวลาไม่เนิ่นนาน ทั้งนี้ย่อมตามแต่กำลังสติปัญญาและความเพียรของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ)