1.9 กิเลส

กิเลส พุทธธรรม

                กิเลส แปลว่า สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง, สิ่งเกาะติด สิ่งเปรอะเปื้อน สิ่งสกปรก
                จุดมุ่งหมายของการศึกษาเรื่องกิเลส คือ เพื่อให้มีความเข้าใจ รู้เท่าทัน ถึงคุณ โทษ ของกิเลส เพื่อเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากกิเลสนั้น (ใช้กิเลสเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองได้ อกุศล>>>กุศล) หรือเลือกที่จะละกิเลสนั้น ตามสมควร โดยไม่ถูกกิเลสทำให้จิตเศร้าหมอง เรียกว่า เป็นนายของกิเลส ซึ่งจะพัฒนาขึ้นตามระดับของปัญญา จนสูงสุดคือพระอรหันต์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนายของกิเลสโดยสมบูรณ์
                อนึ่ง คำว่าละกิเลสนั้น ถ้าพูดในแง่ของผลสำเร็จเช่น พระอนาคามีละสังโยชน์ได้ 5 ข้อ หมายถึงว่า เข้าถึงภาวะที่กิเลส 5 ข้อนั้นไม่เกิดขึ้นอีก หรืออาจใช้คำว่า ปลอดกิเลส พระอรหันต์จึงได้ชื่อว่า ปลอดกิเลสโดยสมบูรณ์

 

กิเลสในชื่อต่างๆ

                กิเลสทั้งหมดนั้นล้วนแต่รวมลงได้ใน ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งสิ้น การที่แยกออกมาเป็นชื่อต่างๆ เพื่อจำแนกให้เห็นชัดในลักษณะอาการของกิเลสนั้นๆแต่ละแง่ด้าน เช่น อาสวะ อนุสัย ตัณหา อุปาทาน อวิชชา สังโยชน์ นิวรณ์ อุปกิเลส เป็นต้น

 

อาสวะ 4

                สิ่งที่ไหลซ่านไปทั่ว, สิ่งที่หมักหมมหรือหมักดอง

                ไม่ว่าจะรับรู้อะไรทางอายตนะใด หรือจะคิดนึกสิ่งใด อาสวะเหล่านี้ก็เที่ยวกำซาบซ่านไปแสดงอิทธิพลอาบย้อมมอมมัวสิ่งที่รับรู้เข้ามาและความนึกคิดนั้นๆ ทำให้ไม่ได้ความรู้ความคิดที่บริสุทธิ์ และเป็นเหตุก่อทุกข์ก่อปัญหาเรื่อยไป อาสวะต่างๆเหล่านี้ จึงเป็นที่มาแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ปุถุชนทุกคน

  1. กามาสวะ : ความใฝ่ในการสนองความต้องการทางประสาททั้ง 5
  2. ภวาสวะ : ความใฝ่ในความมีอยู่คงอยู่ของตัว ตลอดจนการที่จะได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และดำรงอยู่ในภาวะที่อยากเป็นนั้นยั่งยืนตลอดไป
  3. ทิฏฐาสวะ : ความเห็น ความเชื่อถือ แนวคิด ที่สั่งสมอบรมมา และยึดถือเชิดชูไว้
  4. อวิชชาสวะ : ความหลง ความไม่เข้าใจ สิ่งทั้งหลายตามสภาวะโดยธรรมชาติของมันเอง, ไม่รู้เห็นตามที่มันเป็น แต่รู้เห็นตามที่คิดว่ามันเป็น

 

อนุสัย 7

                กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน

                บางอาจารย์ท่านว่ามุ่งแสดงถึงกิเลสประณีตที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ในจิตใจ ถ้าไม่ถูกกระตุ้นก็จะเหมือนกับว่าจะไม่ปรากฏโทษภัย แต่แท้จริงกิเลสยังคงนอนก้นอยู่ เช่น เด็กทารกกิเลสบางอย่างก็ยังไม่ฟุ้งขึ้น แต่ก็มีอนุสัยอยู่เป็นปกติ เหมือนไฟสุมภายในขอนไม้ ที่ยังไม่ลุกโพลงขึ้นมา

  1. กามราคะ : ความกำหนัดในกาม
  2. ปฏิฆะ : ความขัดใจ หงุดหงิดขัดเคือง คือ โทสะ
  3. ทิฏฐิ : ความเห็นผิด
  4. วิจิกิจฉา : ความลังเล สงสัย
  5. มานะ : ความถือตัว
  6. ภวราคะ : ความกำหนัดในภพ ความอยากเป็น อยากยิ่งใหญ่ อยากยั่งยืน
  7. อวิชชา : ความไม่รู้จริง คือ โมหะ

                อนุสัย 7 นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังโยชน์ 7

 

ตัณหา 3

                มนุษย์มีความอยากที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือ ความอยากมีอยู่เป็นอยู่ หรืออยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมายถึงความอยากให้ตัวตนในความรู้สึกนั้นคงอยู่ยั่งยืนต่อไป ความอยากเป็นอยู่นี้สัมพันธ์กับความอยากได้ คือ อยากอยู่เพื่อเสวยสิ่งที่จะให้สุขเวทนาสนองความต้องการของตนต่อไป จึงกล่าวได้ว่า ที่อยากเป็นอยู่ ก็เพราะอยากได้ เมื่ออยากได้ ความอยากเป็นอยู่ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น (ความอยากไม่ใช่เป็นตัณหาไปเสียทั้งหมด ความอยากที่เป็นกุศลก็มี เรียกว่า ฉันทะ)

  1. กามตัณหา : อยากได้สิ่งสนองความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้ง 5
  2. ภวตัณหา : อยากเป็นอยู่
  3. วิภวตัณหา : อยากให้ดับสูญ

 

อุปาทาน 4

                ความยึดติดถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส

  1. กามุปาทาน : ความยึดมั่นในกาม, จะต้องเอาต้องเสพต้องครอบครองสิ่งนั้นให้ได้
  2. ทิฏฐุปาทาน : ความยึดมั่นในทิฏฐิต่างๆ, ต้องอย่างนี้ถึงจะดี ได้อย่างนี้ถึงจะเป็นสุข
  3. สีลัพพตุปาทาน : ความยึดมั่นในศีลและพรต, ประพฤติปฏิบัติศีลพรตในแง่ที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่อยากได้นั้น เช่น คุณวิเศษบางอย่าง โดยไม่เข้าใจความหมายและเหตุผลของศีลนั้น
  4. อัตตวาทุปาทาน : ความยึดมั่นในวาทะว่ามีอัตตา (เพราะอัตตาไม่มีจริง เมื่อพูดอย่างเคร่งครัดจึงต้องเติม วาทะ เข้าไป, ท่านจึงมักย้ำว่า การปฏิบัติเกี่ยวกับนิพพานก็ดี นิพพานก็ดี ไม่ใช่เรื่องของการดับอัตตา หรือทำลายอัตตา เพราะไม่มีอัตตาที่จะต้องไปดับหรือไปทำลาย สิ่งที่จะต้องดับหรือทำลาย คือความยึดมั่นในอัตตา หรือภาพอัตตาที่สร้างขึ้นมายึดถือไว้)

 

นิวรณ์ 5

                ธรรมที่ขวางกันการเจริญจิตเจริญปัญญา, สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในกุศลธรรม

  1. กามฉันทะ (ความพอใจติดใคร่กาม / เปรียบเหมือนคนเป็นหนี้)
  2. พยาบาท (ความผูกใจโกรธ หงุดหงิด ขัดใจ / เปรียบเหมือนคนไข้หนัก)
  3. ถีนมิทธะ (ถีน : ความหดหู่ , มิทธะ : ความง่วงซึม / เปรียบเหมือนคนติดในเรือนจำ)
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ (อุธัจจะ : ความฟุ้งซ่าน, กุกกุจจะ : กระวนกระวายใจ / เปรียบเหมือนคนเป็นทาส)
  5. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย คลางแคลงใจในกุศลธรรมทั้งหลาย / เปรียบเหมือนคนเดินทางกันดารมีภัยน่าหวาดเสียว)

 

สังโยชน์ 10 (ดูในหัวข้อเกี่ยวกับอริยบุคคล)

 

                “ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส ปภัสสร แต่จิตนั้นแล เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา , ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส และจิตนั้นแล หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา” (อัจฉราสังฆาตวรรค, 20/52-53)

                เปรียบได้กับน้ำ ถึงจะขุ่นมัวสกปรกเพียงใด เราก็สามารถชำระให้สะอาดได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ขุ่นมัวนั้นเป็นของปลอมปน หมายความว่า น้ำนั้นโดยสภาวะของมันเอง ก็คือน้ำ ไม่ใช่เป็นของสกปรก ถ้าคนมีปัญญา ก็หาทางทำน้ำนั้นให้สะอาดได้

                (อ.เสถียร โพธินันทะ) แต่ไม่ใช่ว่าทำให้จิตกลับไปสะอาดดังจิตเดิมแท้ในอดีต พุทธพจน์นี้ไม่ได้มีคำว่า จิตเดิมแท้ คำสอนทำนองว่าจิตเดิมแท้นั้นเป็นการปรุงแทรกขึ้นในนิกายมหาสังฆิกะ และนิกายเซนฝ่ายใต้ จากพุทธพจน์ จิตนี้ผ่องใส หมายความว่า จิตยังมีอวิชชาอยู่ (หรือมีอนุสัยนอนก้นอยู่) เมื่อกิเลสอย่างกลาง กับอย่างหยาบ (อุปกิเลส 16) ยังไม่ถูกกระตุ้นให้ฟุ้งขึ้น ท่านก็ยังถือว่าผ่องใสในระดับหนึ่งเหมือนจิตของเด็กทารก แต่ไม่ใช่บริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิง ยังมีกิเลสอย่างละเอียดนั้นตกตะกอนนอนก้นอยู่

                พิจารณาได้จาก ถ้าจิตเดิมแท้บริสุทธิ์ไม่มีอวิชชาอยู่แล้วโดยสิ้นเชิง กิเลสใดๆก็จะฟุ้งขึ้นมาอีกไม่ได้ การบรรลุธรรมจึงไม่ได้เป็นการละกิเลสเพื่อให้จิตกลับไปสู่จิตเดิมแท้ ความเห็นในทำนองที่ยังมีตัวผู้เสพเสวยนิพพานนั้นอยู่ ในลักษณะของจิตเดิมแท้ จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ

                ส่วนประเด็นที่ว่าเมื่อตายลง ขันธ์ 5 ในชาตินี้ดับหมดตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วอะไรเป็นตัวไปเกิดชาติหน้า อธิบายว่า จุติจิต คือ จิตที่ดับไปในตอนสุดท้ายนั้น ส่งไปในลักษณะเหมือนพลังงาน ไปที่จิตดวงใหม่ คือ อุบัติจิต, ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่มีระหว่างคั่น เปรียบเทียบได้กับ การนำเทียนมาต่อไฟกัน เทียนเล่มแรกไส้เทียนจวนหมดแล้วต่อไฟเข้ากับเทียนเล่มที่สองแล้วเทียนเล่มแรกก็ดับไป ไฟของเทียนเล่มที่สองนั้นไม่ใช่ไฟของเทียนเล่มแรก แต่ก็มีปฐมเหตุมาจากเทียนเล่มแรกนั่นเอง