5.7 เนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิพพาน

นิพพาน คือ

(ได้แนวบางส่วนจากผลงานของ : อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ, อ.เสถียร โพธินันทะ)

                ในคัมภีร์พระไตรปิฏกของมหายาน คือ พุทธจริต รจนาโดยท่านพระอัศวโฆษ บรรยายความถึงช่วงที่พระพุทธเจ้าศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส (ความตอนนี้ในพระไตรปิฏกเถรวาทบันทึกไว้เพียงคร่าวๆไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดของการสนทนา) ซึ่งท่านอาฬารดาบสมีทรรศนะว่า นิพพานนั้น อัตตา ตัวตนได้หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ไม่มีกาย แต่จะต้องเป็นผู้รู้หรือผู้ไม่รู้อย่างใดอย่างหนึ่ง (เป็นอัตตาที่รู้อารมณ์หรืออัตตาที่ไม่รู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง) พระพุทธเจ้า (เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์) จึงค้านว่า ในกาลใดผู้รู้ยังมีอยู่ ในกาลนั้นก็ยังมีสิ่งที่ถูกรู้ ในกาลใดผู้รู้ยังถูกสิ่งที่ถูกรู้จำกัด ในกาลนั้นแสดงว่าผู้รู้ไม่มีอิสระ หรือถ้าอัตตานั้นถือกันว่าเป็นผู้ไม่รู้ เมื่อเป็นเช่นนั้นอัตตานั้นจะมีประโยชน์อะไรกับท่าน แม้ไม่มีภาวะเช่นนั้นความไม่รู้ก็มีอยู่แล้ว เช่น ในท่อนไม้หรือก้อนหิน, ตราบใดที่ยังตกอยู่ภายใต้ เทศะ (สถานที่ ความกินที่), กาละ (เวลา), จำนวน เป็นต้น อาตมัน (ตัวผู้รู้ หรือตัวผู้ไม่รู้) ก็ยังไม่เป็นอิสระจากลักษณะ เพราะฉะนั้น เมื่อยังไม่พ้นจากลักษณะ ก็ยังกล่าวถึงความหลุดพ้นไม่ได้ ลักษณะกับเจ้าของลักษณะแยกจากกันออกจริงๆไม่ได้ เหมือนเราไม่สามารถสังเกตเห็นไฟที่แยกออกจากรูปและความร้อนได้

                เนื้อหาในส่วนนี้ทั้งอ.สุชีพ ปุญญานุภาพ และอ.เสถียร โพธินันทะ ได้เคยใช้อ้างอิงในการบรรยายของท่านด้วย ทำนองว่าท่านก็ยอมรับในเนื้อหาส่วนนี้ แม้ว่าจะมาจากคัมภีร์ของฝ่ายมหายานก็ตาม ผู้เรียบเรียงเข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะเนื้อหาเฉพาะส่วนที่ยกมานั้น เข้ากันได้กับพระไตรปิฏกฝ่ายเถรวาทที่ท่านแสดงไว้ชัดเจนว่า นิพพานมีอยู่ แต่ไม่มีตัวผู้เสพเสวย (ไม่ต้องมีตัวผู้รู้ หรือผู้ไม่รู้) เป็นสุขที่อยู่เหนือการเสพเสวย ไม่ถูกจำกัดด้วยตัวผู้เสพและสิ่งเสพ ไม่ต้องมีจิต ไม่ต้องมีผู้รู้อารมณ์ เพราะพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวง นิพพานจึงเป็นบรมสุข (ดู มหันตรทุกะ, 34/766-779)

                อาฬารดาบสท่านถือเอาอรูปฌานเป็นนิพพาน (ควรทราบว่าในสมัยพุทธกาล หลายศาสนาก็เรียกเป้าหมายสูงสุดของตัวว่านิพพานเหมือนกัน) ฌานสุข จัดเป็นเวทนาสุข คือ ความสุขขั้นที่ยังต้องเสพเสวย ความอยากให้นิพพานมีตัวผู้เสวยสุขนั้น อันที่จริงก็คล้ายๆกับความเชื่อของพุทธศาสนามหายานหลายๆนิกาย ที่อธิบายนิพพานโดยเข้าลักษณะของสัสสตทิฏฐิ มีความเป็นตัวเป็นตนผู้เสพเสวยนิพพาน หรือบางนิกายถึงขนาดให้นิพพานเป็นดินแดนมหานครที่ผู้สิ้นกิเลสแล้วอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในพุทธศาสนามหายานผู้เรียบเรียงมีความรู้น้อยมากและไม่มีฉันทะที่จะศึกษาจึงไม่สามารถวิจารณ์อะไรได้มากกว่านี้ จะขอวิจารณ์ภาวะของนิพพานตามนัยของเถรวาทต่อไป ดังนี้

  1. เมื่อพิจารณานิพพานเทียบกับการเจริญอนิมิตสมาธิ ซึ่งเป็นผลสมาบัติอย่างหนึ่ง ก็มีลักษณะทำนองเดียวกัน คือ ผู้ปฏิบัติละความใฝ่ใจในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เข้าถึงความปราศจากนิมิต อยู่เป็นสุขเพราะห่างไกลจากโทษภัยของสังขตธรรมทั้งหลาย
  2. ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาลดการทำงานลงกว่าภาวะปกติ, ผู้เข้าถึงนิโรธสมาบัติ สัญญาและเวทนาย่อมดับ วิญญาณก็ทำงานน้อยเต็มที (อาจารย์บางท่านว่าวิญญาณก็ดับด้วย) แสดงให้เห็นว่า ยิ่งดับสังขตธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้บรมสุขมากเท่านั้น (แม้แต่อสัญญีพรหมซึ่งมีขันธ์เดียวคือรูป ก็ควรถือเป็นภาวะชีวิตที่มีความสุขอย่างยิ่งโดยนัยเดียวกันนี้)

                จากหลักฐานที่สอดคล้องกันดังนี้ จึงควรสรุปได้ว่า อนุปาทิเสสนิพพาน เป็นภาวะที่ไม่มีสังขตธรรมโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่มีขันธ์ 5, ไม่มีจิต, ไม่มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม เป็นต้น เมื่อเป็นภาวะที่สมบูรณ์แล้ว เป็นภาวะบรมสุขอันไม่ต้องเสพเสวยแล้ว ก็ย่อมไม่จำเป็นต้องมีตัวผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้, มีตัวผู้ไม่รู้, มีจิตกับการเสวยอารมณ์ของจิต ต่างๆเหล่านี้ เข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นภาระอีก คือไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสังขตธรรมใดๆอีก ภาวะที่หลุดพ้นจากสังขตธรรม จึงได้ชื่อว่า อสังขตธรรม

                จะกล่าวว่าควรละความยึดถือในกาย แล้วมายึดถือจิตแทนก็มิใช่ ดังพุทธพจน์

                “เรายึดถือสิ่งใด ในโลกอยู่ จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นมีอยู่บ้างไหม? เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า เรายึดถือสิ่งใดในโลกอยู่ พึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลย” (ปิณโฑลยสูตร, 17/169)

                ผู้บรรลุนิพพานไม่ยึดถือแม้นิพพาน ว่าเป็นนิพพานของตน การจะยึดถือกายหรือจิตว่าเป็นตนนั้น ย่อมไม่ต้องพูดถึง

                เมื่ออนุปาทิเสสนิพพานเป็นภาวะที่ไม่ต้องมีจิตรู้อารมณ์ อาจเกิดความสงสัยขึ้นในลำดับต่อมาว่า นิพพานถือว่ามีชีวิตหรือไม่? คำถามทำนองนี้เป็นการบัญญัตินิพพานด้วยภาวะของโลก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเทียบกันตรงๆ ด้วยเหตุเพราะนิพพานเป็นภาวะที่พ้นสมมติบัญญัติ พึงพิจารณาพุทธพจน์

                “บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใด, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น, ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้” (อัคคิวัจฉโคตตสูตร, 13/251)

                โดยส่วนตัวผู้เรียบเรียงมีความเห็นว่า นิพพานธาตุ เป็นภาวะซึ่งไม่มีอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรเลยจึงบริสุทธิ์ บริบูรณ์ พ้นไปจากทุกข์ ปราศจากเครื่องเสียดแทงโดยสิ้นเชิง เป็นบรมสุข อนึ่ง การกล่าวว่าไม่มีอะไรเลยในที่นี้หมายถึง ไม่มีสังขตธรรม แต่ไม่ใช่ความดับสูญ เพราะภาวะของความไม่มีสังขตธรรม หรือภาวะของความหลุดพ้นจากสังขตธรรม ย่อมมีอยู่ ภาวะนั้นจึงได้ชื่อว่า อสังขตธรรม

                พุทธพจน์ “ภิกษุทั้งหลาย อายตนะ(นิพพาน)มีอยู่ (แต่)ในอายตนะนั้น ไม่มีปฐวีธาตุ ไม่มีอาโปธาตุ ไม่มีเตโชธาตุ ไม่มีวาโยธาตุ ไม่มีอากาสานัญจายตนะ ไม่มีวิญญาณัญจายตนะ ไม่มีอากิญจัญญายตนะ ไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์

                “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกอายตนะนั้นว่า มีการมา มีการไป มีการตั้งอยู่ มีการจุติ มีการอุบัติ อายตนะนั้นไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอารมณ์ยึดเหนี่ยว นี้แลคือที่(สิ้น)สุดแห่งทุกข์” (ปาฏลิคามิยวรรค นิพพานสูตรที่ 1, 25/158)

                “ภาวะที่พึงรู้ได้ (นิพพาน) มองด้วยตาไม่เห็น เป็นอนันต์ เข้าถึงได้ทุกด้าน, ที่นี้ อาโป ปฐวี เตโช และวาโย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้, ที่นี้ ยาว สั้น ละเอียด หยาบ งาม ไม่งาม ก็ตั้งอยู่ไม่ได้, ที่นี้ นามและรูปดับไปหมดไม่เหลือ, เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับที่นี้” (เกวัฏฏสูตร, 9/338-350)

                ท่านผู้อ่านที่สงสัยว่า นิพพานเป็นบรมสุขอย่างไร อาจศึกษาเพิ่มเติมจาก นิพพานสูตร, 23/238 ;รโหคตสูตร, 18/391-392

                อย่างไรก็ตาม ผู้เรียบเรียงเองก็เพียงแต่นำเสนอเนื้อหาจากพระไตรปิฎก, แหล่งความรู้ต่างๆ และความเห็นส่วนตัว มาเป็นข้อมูลให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเท่านั้นเอง นอกจากนี้ผู้เรียบเรียงก็ไม่ปรารถนาจะรับรองความถูกต้องในส่วนที่เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เรียบเรียงกับท่านผู้อ่านด้วย