5.10 การประยุกต์ใช้โครงสร้างของหลักอริยสัจ 4 ในการแก้ปัญหาบริโภคนิยมจากอิทธิพลของสื่อโซเชียลฯ

บทนำ

สิ่งที่ปรากฏในสังคมปัจจุบัน คงสังเกตเห็นได้ไม่ยากว่า สังคมไทยของเราถูกท่วมทับด้วยกระแสบริโภคนิยมอย่างทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2010-2020) ปัจจัยหนึ่งจากอิทธิพลของตัวเร่งที่สำคัญ คือ สื่อโซเชียลมีเดีย และโซเชียลเน็ตเวิร์ค (ในที่นี้จะเรียกรวมกันว่า สื่อโซเชียลฯ) ซึ่งทำให้ประชนชนจำนวนมากยึดติดอยู่กับความรู้สึก อยากได้ อยากมี อยากเป็น เหมือนภาพลักษณ์ของคนอื่นๆที่แสดงออกมาทางสื่อโชเชียลฯ เมื่อความอยากอันมีเหตุจากกิเลสถูกเร้าให้ฟุ้งขึ้นเกินกว่าจะสนองได้เช่นนี้ ก็เป็นธรรมดาที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาอาชญากรรม การคงโกง ปัญหาการพนัน การประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต เป็นต้น

น่าจะกล่าวได้ว่าในภาพรวมกระแสบริโภคนิยม อันมีตัวเร่งจากสื่อโซเชียลฯนั้น ส่งผลลบต่อระดับความสุขความพึงพอใจของคนในสังคมให้ลดลง แม้ว่าปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาด้านสาธารณสุข ในประเทศไทยเราจะลดน้อยลงแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะระดับความกินดีอยู่ดี ระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วเท่ากับระดับความอยากได้ อยากมี ที่ถูกเร่งเร้าขึ้นอย่างรุนแรงในปัจจุบันนั่นเอง ความจนในอดีต หมายถึง การที่ไม่สามารถมีปัจจัย 4 ตามสมควรได้ ดังที่สำนวนเรียกว่า “ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ” แต่ในปัจจุบันคนที่มีปัจจัย 4 ครบถ้วน แต่ไม่สามารถซื้ออาหารแพงๆ ไม่สามารถซื้อข้าวของเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้ครบครันเหมือนๆกับผู้อื่นได้ ก็นิยามตนเองว่านี่คือ ความจน ทั้งที่ในด้านความต้องการขั้นพื้นฐานแล้ว ไม่ได้ขาดแคลนเลย

ทั้งนี้ โทษของการเสพติดสื่อโซเชียลฯยังมีอีกหลายอย่าง เช่น ปัญหาด้านสุขภาพสายตา ปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อออฟฟิซซินโดรม ปัญหาอันเกิดจากการไม่ได้ออกกำลังกาย โรคอ้วน ปัญหาการถูกคุกคามทางโซเชียล (cyber bully) เป็นต้น แต่บทความนี้จะขอมุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาบริโภคนิยมเป็นหลัก เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในภาพรวมมากที่สุด

ส่วนในแง่ดีของสื่อโซเชียลฯที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทำให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น งานวิจัยที่น่าเชื่อถือหลายชิ้นแสดงผลว่า ความสัมพันธ์ของบุคคลที่มีต่อผู้คนในสังคมนั้น ถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสุข ความทุกข์ รวมถึงปัญหาต่างๆในชีวิตเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่า การมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าปราศจากความสัมพันธ์อันดีต่อผู้อื่นในสังคม ซึ่งข้อนี้สอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาในระดับสังคม หรือที่เรียกว่าโลกียธรรม ที่เน้นด้านความสัมพันธ์อันดีต่อผู้คนในสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะด้านความมีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ เห็นอกเห็นใจกัน เป็นต้น ส่วนหลักพระพุทธศาสนาระดับสูงขึ้นไปในขั้นละกิเลส ที่เรียกว่าโลกุตรธรรม แน่นอนกว่าการที่ยังจะต้องพึ่งพิงสิ่งต่างๆทั้งภายในและภายนอกย่อมถือว่ายังไม่เป็นอิสระแท้จริง ในขั้นที่มุ่งเป้าไปที่การหลุดพ้นจากสังขารธรรมทั้งปวง ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ในสังคมจึงมีอิทธิพลน้อยลงไปตามลำดับ อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะกล่าวถึง การแก้ปัญหาโดยมุ่งเน้นไปที่ในระดับสังคมเป็นหลัก จะกล่าวถึงในระดับโลกุตรธรรมบ้างเล็กน้อยตามสมควร

ในเมื่อเหตุการณ์แสดงออกชัดเจนว่าสื่อโซเชียลฯเป็นดาบสองคม มีประโยชน์คือ เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารพัฒนาความสัมพันธ์ของคนในสังคม แต่ก็มีโทษคือ เป็นสิ่งที่กระตุ้นเร้าความอยากได้ อยากมี ให้รุนแรงขึ้นเกินจำเป็น แต่ทว่าแม้จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็จำต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ การจะปิดหูปิดตาจากโซเชียลฯก็เหมือนการยกมือขึ้นปิดตาตัวเองข้างหนึ่ง ซึ่งทั้งเมื่อยและจำกัดวิสัยทัศน์ของตัวเอง จึงเป็นการดีที่เราควรพิจารณาเสพใช้สื่อโชเชียลมีเดียและโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆอย่างรู้เท่าทัน เพื่อรับเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ บรรเทาส่วนที่อาจเป็นโทษ โดยใช้หลักอริยสัจ 4 มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา และนี่คือวัตถุประสงค์ของบทความนี้

 

เนื้อหา

อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมสำคัญ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ครอบคลุมหลักธรรมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีความหมายว่า สัจจะอย่างอริยะ คือ แท้ และแน่นอน เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นยอดธรรม เป็นเสมือนรอยเท้าช้าง คือ ธรรมทั้งหลายรวมลงได้ในธรรมนี้ทั้งหมด

นอกจากเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธรรมแล้ว โครงสร้างแบบแผนของหลักอริยสัจ 4 ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการคิดแก้ปัญหาต่างๆทั่วไปในทางโลกอย่างมีเหตุผลได้อีกด้วย ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

  1. กำหนดปัญหา (ทุกข์)
  2. หาเหตุหรือต้นตอแห่งปัญหา (สมุทัย)
  3. แสดงจุดมุ่งหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ (นิโรธ)
  4. วิธีการเพื่อบรรลุจุดหมาย (มรรค)

นำโครงสร้างดังกล่าวมาใช้เพื่อแก้ปัญหาบริโภคนิยมอิทธิพลจากสื่อโซเชียลฯ ดังนี้

  1. กำหนดปัญหา

ความรู้สึกเดือดร้อนใจจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เหมือนคนอื่นๆที่ได้แสดงภาพลักษณ์ออกมาทางในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้เกิดกระแสบริโภคนิยมขึ้นในสังคมอย่างรุนแรง

  1. หาเหตุหรือต้นตอแห่งปัญหา

ความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่น

  1. แสดงจุดมุ่งหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ

การสามารถใช้สื่อโซเชียลมีเดียและโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เกิดประโยชน์สุข โดยไม่เกิดโทษ หรือเกิดโทษน้อยที่สุด

  1. วิธีการเพื่อบรรลุจุดหมาย แบ่งเป็น 3 แนว

4.1) แนวทางแก้ปัญหาแบบปกติทั่วไป

เป็นการแก้ปัญหาความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่นแบบตรงๆตามที่ปรากฏชัดแก่สายตาชนิด “เกลือจิ้มเกลือ” เช่น

4.1.1) ปัญหาความรู้สึกด้อยกว่าผู้อื่นด้านฐานะทางเศรษฐกิจ : แก้ด้วยความขวนขวายหาทรัพย์สินมาให้พอแก่ความต้องการ เมื่อมีฐานะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับผู้อื่นแล้ว ความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่นด้านนี้ก็ลดลงไป
4.1.2) ปัญหาความรู้สึกด้อยกว่าผู้อื่นด้านรูปร่างหน้าตา : แก้ด้วยการออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง ไปจนถึงทำศัลยกรรม เป็นต้น เมื่อมีรูปร่างหน้าตาดีใกล้เคียงกับผู้อื่นแล้ว ความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่นด้านนี้ก็ลดลงไป

จะเห็นว่าการแก้ปัญหาในลักษณะนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้วยการปิดหูปิดตาเลิกยุ่งเกี่ยวกับสื่อโซเชียลฯ ไม่ถือเป็นการแก้ปัญหาในที่นี้ เนื่องจากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ คือ การสามารถใช้สื่อโซเชียลมีเดียและโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เกิดประโยชน์สุข โดยไม่เกิดโทษ หรือเกิดโทษน้อยที่สุด

4.2) แนวทางแก้ปัญหาด้วยการปรับทรรศนคติ

เป็นการปรับทรรศนคติในการแสวงหาความสุขจากการเสพบริโภค และการสร้างภาพลักษณ์ทางสื่อโซเชียลฯ มาเป็นการแสวงหาความสุขจากมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีงาม ถือเป็นแนวทางที่ดีอย่างนึงในการแก้ปัญหานี้ มีสาระที่อยากนำเสนอ ดังนี้

งานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศต้องการค้นหาว่า ปัจจัยอะไรมีผลต่อความสุขความทุกข์ในชีวิตมนุษย์มากที่สุด ส่วนใหญ่ผลการวิจัยปรากฏออกมาในทำนองเดียวกันว่า ความสัมพันธ์ของบุคคลที่มีต่อผู้คนในสังคมนั้นถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสุข ทุกข์ ในชีวิตมากที่สุด ตัวอย่างงานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา1 ซึ่งดำเนินการวิจัยต่อเนื่องยาวนานเป็นระยะเวลาถึง 80 ปี พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อความสุขในชีวิต ไม่ใช่เรื่องเงิน ชื่อเสียง หรือตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของความสัมพันธ์ คนที่มีคุณภาพของความสัมพันธ์ที่ดี มีคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ จะทำให้ชีวิตมีความสุขและสนับสนุนให้สุขภาพดีด้วย แต่คนที่มีความสัมพันธ์ที่แย่แม้จะมีครอบครัวมีลูกมีเพื่อนมากมาย ก็ถือเป็นปัจจัยลบ และคนที่รวยมากๆแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดี จะมีความสุขน้อยกว่าคนจนที่มีความสัมพันธ์ที่ดี

หนังสือ “วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด”2 ให้ข้อมูลว่า

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่จัดทำขึ้นในมหาวิทยาลัยต่างๆของสหรัฐอเมริกาเผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกตะลึงว่า นักศึกษาเกือบ 45 เปอร์เซ็นต์ “รู้สึกหดหู่มากจนถึงขั้นดำเนินชีวิตได้ยากลำบาก” ส่วนประเทศอื่นๆก็กำลังเจริญรอยตามสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน โดยในปี 1957 ประชากร 52 เปอร์เซ็นต์ในอังกฤษระบุว่าพวกเขามีความสุขมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2005 ประชากรที่มีความสุขกลับลดลงเหลือเพียง 36 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งๆที่ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาประเทศอังกฤษร่ำรวยขึ้นถึงสามเท่า นอกจากนี้ ขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จำนวนของผู้ใหญ่และเด็กที่ประสบกับความกังวลและความหดหู่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของจีนได้ออกแถลงการณ์ว่า “สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในประเทศของเรากำลังตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง” (Tal Ben-Shahar, 2016, หน้า 16)

เนื่องจากเป้าหมายของชีวิตแท้จริงแล้ว คือความสุข และปัจจัยสำคัญในการจะได้มาซึ่งความสุข คือ ความสัมพันธ์ที่ดีงาม มิใช่การเสพบริโภคฟุ่มเฟือย หรูหรา หรือการมีภาพลักษณ์ที่เหนือกว่าผู้อื่น ดังนั้น การเปลี่ยนทรรศนคติมามุ่งเน้นที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมโดยใช้สื่อโซเชียลฯเป็นตัวกลาง ก็จะช่วยทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยจำกัดโทษภัยของมันลงได้พอสมควร

4.3) แนวทางแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา

การแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มิใช่จะมีแต่การแก้ที่ต้นเหตุ คือแก้ที่กิเลสในจิตใจเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหลักธรรมสำหรับคฤหัส สามารถพบได้ว่าแม้ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาที่เน้นการแก้กิเลสในใจตน แต่ก็มักมีเนื้อหาที่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุคือด้านวัตถุร่วมกันไปด้วยในบางส่วน เพื่อให้เกิดดุลยภาพในทางปฏิบัติสำหรับคฤหัส ผู้วิจัยจะขอนำเสนอโดยเรียงจากหลักธรรมที่ง่ายไปหาหลักธรรมที่ยาก ดังนี้

สังคหวัตถุ 4 : ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวประสานสามัคคีในหมู่ชน3

  1. ทาน : การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน
  2. ปิยวาจา : วาจาเป็นที่รัก คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม
  3. อัตถจริยา : การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
  4. สมานัตตตา : ทำตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย ความร่วมทุกข์ร่วมสุข ตลอดถึงวางตนถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 : ประโยชน์ในปัจจุบัน 4 อย่าง3

ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น เพื่อประโยชน์สุขสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ ที่คนทั่วไปปรารถนา มี ทรัพย์ ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น อันจะสำเร็จด้วยธรรม 4 ประการ คือ

  1. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ประกอบการงาน ไม่เกียจคร้าน
  2. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์
  3. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคบชั่ว
  4. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้

หลักความสันโดษ

ความยินดีในของของตนซึ่งได้มาด้วยเรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้ หรือเกินไปกว่าที่ตนพึงได้โดยถูกต้อง ชอบธรรม รวมถึงไม่อิจฉาริษยาเขา ข้อนี้คล้ายหลัก สมชีวิตา

หลักความไม่ยึดมั่นถือมั่น

เนื่องจากต้นเหตุของปัญหานี้ คือ “ความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่น” ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากกิเลสหลายอย่างประกอบกัน กล่าวตามแนวสังโยชน์ 10 คือ สักกายทิฏฐิ กามราคะ ปฏิฆะ มานะ อวิชชา โดยตัวที่เด่นคือ มานะ ทำให้การละความไม่ยึดติดถือมั่น เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าผู้อื่นโดยตรง

ความไม่ยึดติดถือมั่น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหลักการอันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา เป็นการแสดงโลกุตรธรรมโดยย่อ ดังที่ท่านตรัสตอบแก่ผู้ต้องการฟังธรรมทั้งหมดแต่เพียงอย่างย่นย่อ ในจูฬตัณหาสังขยสูตรว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น”

หลักความไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงเป็นเรื่องของการละกิเลสทั้งปวงนั่นเอง แต่แม้จะเป็นธรรมที่สำคัญยิ่ง ก็มีความลึกซึ้งและยากแก่การทำความเข้าใจให้ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งด้วย โดยผู้วิจัยเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าทรงเลือกเฟ้นผู้ฟังที่จะตรัสสอน โดยพระองค์ทรงแสดงธรรมลักษณะนี้แก่คฤหัสเพียงบางกรณีที่เหมาะสมเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นธรรมที่ทรงแสดงแก่พระภิกษุ ดังนั้น ถือได้ว่าในทางปฏิบัติการแก้ปัญหาด้วยแนวทางนี้ อาจเหมาะสมเฉพาะบางกรณี และสมควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

แนวทางปฏิบัติเพื่อละความไม่ยึดติดถือมั่น คือการเจริญวิปัสสนาปัญญา ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี โดยหลัก คือ การพิจารณาความเป็นไตรลักษณ์ของ ขันธ์ 5 หรือกล่าวในภาพรวม ก็คือการปฏิบัติตามมรรค 8 นั่นเอง ซึ่งผู้วิจัยขอไม่นำเสนอเนื้อหาในที่นี้เนื่องจากจะทำให้ยืดยาวเกินไป

 

สรุป

การประยุกต์ใช้โครงสร้างของหลักอริยสัจ 4 ในการแก้ปัญหาบริโภคนิยมจากอิทธิพลของสื่อโซเชียลฯ เริ่มต้นด้วยการ กำหนดปัญหา (ทุกข์) > หาเหตุหรือต้นตอแห่งปัญหา (สมุทัย) แสดงจุดมุ่งหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ (นิโรธ) > แสดงวิธีการเพื่อบรรลุจุดหมาย (มรรค)

โดยวิธีการเพิ่อบรรลุจุดหมาย (มรรค) ในประเด็นนี้ผู้วิจัย แบ่งเป็น 3 แนว คือ การแก้ปัญหาแบบปกติทั่วไป การแก้ปัญหาด้วยการปรับทรรศนคติ และการแก้ปัญหาโดยอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาแบบปกติทั่วไป หรือแบบเกลือจิ้มเกลือนั้น ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุทั้งยังเป็นการทำให้กิเลสยิ่งฟุ้งขึ้นให้เดือนร้อนใจอีกด้วย การแก้ด้วยวิธีนี้ล้วนๆจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ควรจะต้องผสมผสานแนวทางอื่นร่วมด้วย แนวทางการปรับทรรศคติ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้ผลดีมาก โดยเป็นการเบี่ยงเบนเป้าหมายในการหาความสุขจากวัตถุ สิ่งเสพบริโภค มาเป็นการหาความสุขจากความสัมพันธ์อันดีงามแทน ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในสถานการณ์ส่วนใหญ่ แต่ถ้าจะกล่าวอย่างเคร่งแล้ว ก็ยังถือว่ามีข้อเสียคือ ยังอาจมีส่วนของความยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสอยู่ ส่วนการแก้ปัญหาโดยอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเนื่องจากนำเสนอทางแก้ไขตั้งแต่ในขั้นหยาบไปถึงละเอียด ครอบคลุมทั้งการแก้ปัญหาแบบเกลือจิ้มเกลือ การแก้ปัญหาด้านทรรศนคติ และการแก้ปัญหาในระดับสูงสุดที่ต้นเหตุแท้จริงของปัญหาคือการละกิเลส ละความยึดติดถือมั่น ซึ่งผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาสามารถเลือกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนได้ อย่างไรก็ตาม หลักธรรมในระดับขั้นสูงนั้นยากแก่การทำความเข้าใจให้ถูกแท้ ผู้ที่จะนำไปปรับใช้จึงควรจะต้องรอบคอบในการศึกษาค่อนข้างมาก

 

 

อ้างอิง

  1. เวบไซด์ com, แหล่งที่มา https://www.voathai.com/a/relationship-happiness- health/4275530.html
  2. Tal Ben-Shahar, วิชาความสุขที่มีสอนแค่ในฮาร์วาร์ด, ผู้แปล พรเลิศ อิฐฐ์, พิมพ์ครั้งที่ 1, สำนักพิม วี เลิร์น, 2016
  3. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม