5.10 องุ่นเปรี้ยวและอาการชังชีวิต กับ การปฏิบัติธรรม

         ในหมู่ผู้สนใจศึกษาธรรมะนั้น คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธว่า มีอยู่ไม่น้อยที่หันหน้าเข้าหาธรรมะด้วยเหตุเพราะต้องการดิ้นรนให้พ้นจากความทุกข์หรือความผิดหวังบางประการในชีวิต ซึ่งผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นจากปัญหาด้านสุขภาพ

         เมื่อเข้ามาด้วยแรงจูงใจจากความผิดหวังในชีวิตทางโลก ก็อาจพลั้งเผลอหยิบจับเอาคำสอนของพระพุทธศาสนาบางช่วงบางตอน ที่กล่าวถึงโทษภัยของโลก เช่น “กามเป็นทุกข์” “ทุกข์เสมอด้วยเบญจขันธ์ไม่มี” “สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง” ด้วยความเข้าใจอย่างตื้นเขิน เพราะรู้สึกว่าเข้ากันได้พอดิบพอดีกับความเห็นของตัวในขณะนั้น คล้ายๆสำนวน “องุ่นเปรี้ยว” คือ เมื่อหมดโอกาสที่จะได้เสียแล้วก็หลอกตัวเองโดยมองว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์ไปเสียเลยทั้งที่จริงๆแล้วลึกๆตัวเองก็ยังอยากได้สิ่งนั้นมาครอบครอง ยังตัดไม่ขาด ยังละไม่ได้

         อีกทั้งคำสอนบางช่วงก็มีสำนวนที่เมื่อพิจารณาเพียงผิวเผิน ชวนให้เกิดความรู้สึกหดหู่ เกลียดชังชีวิต สิ้นหวังต่อโลก เช่น

         “…ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วรู้เห็นตามเป็นจริงนี้ เป็นธรรมดา
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงเบื่อหน่ายเถิด
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริงเบื่อหน่ายนี้ เป็นธรรมดา
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงคลายกำหนัดเถิด
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดา…” (เจตนาสูตร, 24/209)

         เมื่อศึกษาผิวเผินเช่นนี้ ประกอบเข้ากับปัญหาชีวิตที่หนักหน่วงของตนเองแล้ว จึงเป็นการง่ายที่ความคิดจะเลยเถิดผิดไปในทางที่เห็นแต่โทษภัยของโลกเพียงด้านเดียว ทรรศนะเช่นนี้นอกจากเป็นความเข้าใจผิดในหลักการของพระพุทธศาสนา ไม่เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งที่ท่านทรงแสดงแล้ว ยังนำทุกข์มาท่วมทับตน ไม่นำไปสู่ความเจริญงอกงามในชีวิตแต่อย่างใด

         จริงอยู่ที่การมองโลกแบบองุ่นเปรี้ยวเช่นนี้ อาจสามารถลดความทุกข์จากความผิดหวังรุนแรงลงได้บ้างในช่วงแรก แต่ทัศนคติผิดๆเช่นนี้ ในระยะยาวย่อมไม่สามารถนำพาชีวิตให้ก้าวหน้าไปได้จริง ทั้งในทางโลกและทางธรรม บางครั้งพระพุทธศาสนาจึงถูกมองเป็นเพียงที่พึ่งขณะเมื่อชีวิตมีทุกข์หนัก แต่เมื่อทุกข์เริ่มจางคลายลงไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านแล้ว ความสนใจ ความฝักใฝ่ในธรรม ก็จางหายไปด้วย เพราะมองไม่เห็นและเข้าไม่ถึงคุณค่าที่แท้จริงของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่แรก

         อย่างไรก็ตาม การที่มีข้อความหรือถ้อยคำสำนวนในบางช่วงตอนที่อาจชวนให้เกิดความรู้สึกชังชีวิตเช่นนี้ จะเป็นปัญหาของธรรมะก็หามิได้ แท้จริงเป็นปัญหาด้านข้อจำกัดของภาษาที่ไปไม่ถึงสิ่งที่ลึกซึ้ง เช่นในเจตนาสูตรที่ยกมาข้างต้น คำว่า “เบื่อหน่าย” ท่านแปลจากบาลีคือ “นิพพิทา” ศัพท์คำว่า นิพพิทา นี้จะแปลด้วยคำศัพท์ภาษาไทยคำใดให้ตรงตามความหมายที่ต้องการครบถ้วน ก็เห็นจะไม่มี ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายว่า

         นิพพิทา “ความหน่าย” หมายถึง ความหน่ายที่เกิดขึ้นจากปัญญาพิจารณาเห็นความจริง, ความเบื่อหน่ายในกองทุกข์

         ความมุ่งหมายของพระสูตรที่แสดงโทษภัยของโลกนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิด “นิพพิทา” ซึ่งเป็นความหน่ายอันประกอบด้วยปัญญารู้เห็นตามเป็นจริง เป็นความหน่ายที่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง เบิกบาน มีความสุขอย่างเป็นอิสระ เนื่องจากกิเลสทั้งหลายสงบลงไปจากความไม่ยึดติดถือมั่น อาจกล่าวแบบภาษาง่ายๆได้ว่า เพราะเห็นวิถีทางใหม่ที่ดียิ่งกว่า จึงเลิกสนใจวิถีทางเดิมๆ

         ต่างจากความเบื่อหน่ายเกลียดชังต่อโลกซึ่งเกิดจากกิเลสจำพวกโทสะ หรือความอยากจะพ้นไปจากสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาซึ่งเป็นกิเลสจำพวกโลภะ (วิภวตัณหา) เหล่านี้ก่อให้เกิดเป็นความเบื่อหน่ายที่ทำให้ตรอมตรม งอมระงมเผาอยู่ในจิตใจ ซึ่งจะเห็นว่าในความคล้ายของคำศัพท์ภาษาไทยที่ว่า “เบื่อหน่าย” นี้ มีความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงที่จำเป็นจะต้องแยกออกจากกันให้ชัด เพื่อมิให้เผลอปล่อยให้กิเลสจำพวกนี้ก่อตัวขึ้นเผาจิตใจตัวเองอย่างเงียบๆให้เป็นทุกข์ แม้ในขณะที่กำลังพยายามพิจารณาเพื่อต้องการลดละกิเลสอยู่นั่นเอง

         ผู้ที่หันหน้าเข้าหาธรรมด้วยเหตุจากความผิดหวังใดๆในชีวิต พึงพิจารณาว่า ควรหรือที่จะเอาสุขทุกข์ของตนไปขึ้นต่อ ไปยึดโยงอยู่กับสิ่งใดๆ เพื่อสนองตัณหาของตน คราวเมื่อได้สิ่งนั้นมาก็เป็นสุข เมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป หรือขวนขวายแล้วไม่ได้ตามต้องการก็เป็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์จึงเกิดเพราะความที่เรามีตัณหาอยู่ในขันธสันดาน เมื่อจะแก้ที่ต้นตอของปัญหาจึงต้องแก้ที่กิเลสตัณหาในจิตใจของเรานี่เอง เมื่อตัณหาเบาบาง ทุกข์ต่างๆในจิตใจก็จางคลายลงไปด้วย เมื่อปราศจากตัณหา ย่อมอยู่เป็นสุขทุกเมื่อ

         หากแม้ยังไม่สามารถถอนกิเลสให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง การพยายามบรรเทากิเลสตัณหาของตนให้เบาบางในระดับที่ไม่สร้างปัญหาเดือดร้อนให้แก่ตนและผู้อื่น มีศีลที่ดี มีจิตใจเมตตากรุณา มีความรู้ความเข้าใจธรรมะตามสมควร ก็ยังได้ชื่อว่าเป็น กัลยาณปุถุชน ผู้ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งได้มีโอกาสในการสดับสัทธรรมแล้ว ก็สามารถรับเอาความเจริญงอกงามติดตัวกลับไป