2) อุบายแบบตีให้ฟุ้งแล้วตบให้สงบ (ตทังควิมุตติ)

      การใช้ความเสื่อมทรุด หรือความสูญเสียไปของ “สิ่งที่ตนยึดถือไว้แน่น” เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนา เป็นวิธีหนึ่งที่เรียบง่ายและมักใช้ได้ผล ตัวอย่างที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เช่น ภิกษุผู้เคยเป็นช่างทองพิจารณานิมิตของทองที่ทรุดโทรม เสื่อมสลายไป (อรรถกถา เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ), ภิกษุณีผู้มีรูปงามพิจารณานิมิตของหญิงสาวที่ค่อยๆแก่ชราลง (อรรถกถา วิชยสูตร) เป็นต้น

     เป้าหมายของการเจริญวิปัสสนาในแนวทางนี้ คือ เพื่อให้ละความยึดติดถือมั่น เกิดความปลอดโปร่ง เบิกบาน ผ่องใส ขึ้นในจิตใจแม้เพียงชั่วคราว (มีศัพท์เฉพาะว่า ตทังควิมุตติ, สันทิฏฐิกนิพพาน) พึงมองเห็นความเบิกบานอันเกิดจากความปลอดกิเลสและความยึดติดถือมั่นนี้แหละ เป็นทางประเสริฐอันเชื่อมไปสู่นิพพาน ทั้งนี้ ความเบิกบานใจเช่นนี้ในขั้นต้นย่อมยังมีกำลังน้อย เพราะกิเลสสงบลงเพียงเล็กน้อย และเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ คล้ายกับเป็นเสี้ยวหนึ่งของนิพพานเท่านั้น

     ยกพระสูตรบท นิพพุตสูตร, 20/495 มาให้พิจารณาก่อน ดังนี้

     “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล นิพพานจึงเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง (สันทิฏฐิกนิพพาน) ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน”
     พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูกรพราหมณ์บุคคลผู้กำหนัด อันราคะ (โทสะ โมหะ) ครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูกรพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน”

     ผู้ปฏิบัติที่ต้องการจะใช้แนวทางนี้ ให้ลองปฏิบัติ ดังนี้

1. เริ่มต้นด้วยการเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่ายึดติดถือมั่นด้วยกิเลสเอาไว้มากๆสักอย่างหนึ่ง ปกติแล้วก็จะเป็นสิ่งที่ผูกโยงอยู่กับความสุขของตัวเรานั่นเอง มักไม่ใช่อะไรที่ห่างไกล

2. ต่อมาจินตนาการถึงความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งนั้นให้ชัดเจน เมื่อกระทำดังนี้ย่อมรู้สึกถึงความสุขความยินดี พิจารณาความสุขนี้ว่าเป็นความสุขอันเกิดจากการพึ่งพิงยึดติดถือมั่น เป็นคุณของโลก

3. จินตนาการถึงความเสื่อมโทรม ย่อยยับของสิ่งนั้น เมื่อกระทำดังนี้ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ เศร้าหมอง เดือดร้อนใจ ให้พิจารณาว่านี้เป็นทุกข์ที่เกิดจากการพึ่งพิงยึดติดถือมั่น เป็นโทษภัยของโลก

4. น้อมจิตขึ้นสู่การวิปัสสนา ด้วยการยกหลักไตรลักษณ์ขึ้นพิจารณาว่า สิ่งซึ่งเรายึดติดถือมั่นไว้นั้น เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นของมีภัยไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง (ทุกขัง) สิ่งใดเป็นของมีภัยไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง ไม่อยู่ในอำนาจครอบครองควบคุมสั่งบังคับให้เป็นอย่างไรๆตามต้องการได้ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา) ควรละเสียจากความยึดติดถือมั่น แม้ตัวเราเองและสิ่งอื่นทั้งหลายทั้งปวงในโลกก็มีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกันเช่นนี้

5. สังเกตดูจิตของตนว่าเมื่อปฏิบัติดังนี้แล้ว ขณะนั้นมีความรู้สึกอย่างไร สามารถละหรือลดความยึดติดถือมั่นลงได้บ้างหรือไม่ เกิดความปลอดโปร่ง เบิกบาน ผ่องใส ขึ้นในจิตใจ มากน้อยเพียงใด พิจารณาว่านี้เป็นสุขที่ไม่ต้องพึ่งพิง สุขจากความไม่ยึดติดถือมั่น เป็นความอยู่ดีมีสุขโดยไม่ต้องผูกติดอยู่กับคุณหรือโทษของโลก

6. เมื่อมีความเพียร อันประกอบด้วยสติและปัญญา พิจารณาสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริงอยู่เช่นนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง ทั้งคุณของโลก (อัสสาทะ) โทษภัยของโลก (อาทีนวะ) ความหลุดพ้น (นิสสรณะ) ประจักษ์ที่ตนเองในเบื้องต้น

      อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาด้วยวิธีการเช่นนี้แล้ว ติดอยู่แต่เพียงการเกิดความหดหู่ คับข้อง ตรอมตรมใจ ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การละความยึดติดถือมั่น และเกิดความปลอดโปร่ง เป็นอิสระ เบิกบานใจได้ อาจแสดงว่าผู้ปฏิบัติยังมีพื้นความเข้าใจไม่เพียงพอ ควรศึกษาทำความเข้าใจหลักธรรมสำคัญๆให้ชัดเสียก่อน หรืออาจเลือกศึกษาธรรมในหมวดอื่นที่ง่ายเช่น ทาน ศีล เมตตากรุณา ก่อน การฝืนศึกษาปฏิบัติเมื่อตนยังไม่พร้อมย่อมไม่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ