5.12 กลไกแห่งความสุข และทุกขสภาวะ

ความสุขความทุกข์คืออะไรพุทธธรรมพุทธศาสนา

                บทความนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจกลไกการเกิดความสุขในลักษณะต่างๆ โดยอาศัยพุทธพจน์ “ …ทุกข์เสมอด้วยขันธ์ไม่มี สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี …” (สุขวรรค, 25/25) เป็นแกนหลัก แล้วขยายความออกมาตามหลักการ และตามความเห็นส่วนตัว ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้ความระมัดระวังในการพิจารณา

                ความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตปรารถนา เป้าหมายของชีวิตไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆก็ตาม ย่อมมีเรื่องของความสุขเป็นแกนเสมอ ไม่ห่างไกลออกไปจากความสุข การทำความเข้าใจสภาวะ ลักษณะ และแง่ด้านต่างๆของความสุข และความทุกข์ จึงเป็นการทำความเข้าใจชีวิตและเป้าหมายของชีวิตไปด้วยในตัว

                ทุกข์เสมอด้วยขันธ์ไม่มี ท่านผู้อ่านรู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้กันบ้าง… รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นทุกข์แต่ส่วนเดียวกระนั้นหรือ? ก่อนอื่นควรพิจารณาทำความเข้าใจคำว่า ทุกข์ ให้กระจ่าง

                ทุกข์ในเวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึกทรมานกาย ทรมานใจ มีความหมายแคบ

                ทุกข์ในอริยสัจ 4 หมายถึง ปัญหาต่างๆของมนุษย์อันมีต้นตอมาจากกิเลส

                ทุกข์ในไตรลักษณ์ มีความหมายกว้าง หมายถึง สภาวะที่คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีความกดดันขัดแย้ง ไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว ไม่ปลอดโปร่งจากภัย ซึ่งเป็นสามัญลักษณะที่เหมือนกันของทุกสิ่งในโลก เป็นการมองขั้นปรมัตถสัจจะ

                เพราะฉะนั้น ประโยค “ทุกข์เสมอด้วยขันธ์ไม่มี” จึงเป็นการชี้ไปที่ตัวสภาวะ เป็นทุกข์ในไตรลักษณ์ ส่วนประโยค “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ท่านตรัสโดยสมมติสัจจะ

                ขยายความไปตามลำดับ ดังนี้

สัจจะ 2 ระดับ

  1. สมมติสัจจะ (โวหารสัจจะ) : ความจริงโดยสมมติ (สม+มติ) คือ จริงตามความหมายรู้ร่วมกัน ไม่ใช้จริงแท้ เช่น อัตตา คน สัตว์ โต๊ะ เก้าอี้ ความสุข เป็นต้น
  2. ปรมัตถสัจจะ (สภาวะสัจจะ) : ความจริงตามความหมายแท้ที่ตรงตามสภาวะ และเท่าที่พอจะกล่าวถึงได้ เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ทุกขสภาวะ เป็นต้น

                ในขันธ์ 5 นั้น การที่รูปมีทั้งงาม ไม่งาม, เวทนามีทั้งสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์, สัญญามีทั้งเป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์, สังขารมีทั้งที่ปรุงดี ปรุงชั่ว, วิญญาณมีทั้งที่รู้อารมณ์อันน่าพอใจ ไม่น่าพอใจ เมื่อมองที่สภาวะแล้วย่อมตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ เป็นของที่มีความแปรปรวน เป็นทุกข์ ไม่สมบูรณ์อยู่ในตัวเหมือนกันทั้งสิ้น การยึดติด เสียดาย หรืออาลัย ในความสุข ในอารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลก เมื่อว่าตามปรมัตถสัจจะจึงเป็นการยึดติด เสียดาย หรืออาลัยในสภาวะที่เป็นทุกข์น้อย มีความบีบคั้นเบาบางนั่นเอง

                ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ ทรงหมายเอาอะไรหนอ”

                พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ ดูกรภิกษุ ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละไม่เที่ยง มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา” (รโหคตสูตร, 18/391)

                โดยสภาวะจริงๆแล้วสุขนั้นไม่มี มีแต่ระดับขั้นของความทุกข์ เมื่อทุกข์น้อย เราก็รู้สึกสุข (สุขเวทนา) เมื่อทุกข์เพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่ง เราก็รู้สึกเฉยๆพออยู่ได้ (อทุกขมสุขเวทนา) เมื่อทุกข์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก เราก็รู้สึกทุกข์ทรมาน (ทุกข์เวทนา) กล่าวคือ ความรู้สึกสุข หรือสุขเวทนามีอยู่ แต่เป็นการมีอยู่ในขั้นของความหมายรู้ของคนเรา เรียกว่ามีในขั้นสมมติสัจจะ ไม่ได้มีจริงโดยสภาวะ ที่เรียกว่าขั้นปรมัตถสัจจะ (เวทนา หมายถึง ความเสวยอารมณ์ เป็นปรมัตถสัจจะ แต่ถ้าบัญญัติแยกว่า สุขเวทนา จะเป็นสมมติสัจจะ)

                อย่างไรก็ตาม แม้สุขเวทนาจะเป็นจริงเฉพาะในขั้นความรู้สึกของมนุษย์ ก็มิใช่ว่าสุขเวทนาจะด้อยค่าลงแต่อย่างใด เพียงแต่ควรเข้าใจไว้ตามความเป็นจริง เพื่อที่ว่าเมื่อเข้าใจตามความเป็นจริงแล้ว ก็หาประโยชน์จากสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ (ไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนแท้) ทั้งหลายได้ ในขณะเดียวกันก็เลี่ยง หรือบรรเทาโทษ อันเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของมันได้ด้วย

                การสมมติสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่โดยสภาวะของมันจริงๆ มีอยู่แต่เพียงในขั้นของความหมายรู้ และมนุษย์เราก็บัญญัติสิ่งนั้นออกมาเป็นคำพูดเพื่อใช้ในการสื่อสารในลักษณะคล้ายๆกันนี้ ยังสามารถพบได้ในเรื่องอื่นๆอีก ตัวอย่างเช่น แท้จริงแล้วสภาวะของความมืดนั้นไม่มี มีแต่ระดับความเข้มของแสงสว่าง ถ้าความเข้มของแสงน้อยเราก็เรียกว่ามืด ถ้าความเข้มของแสงมากถึงระดับหนึ่งเราก็เรียกว่าสว่าง เรื่องอุณภูมิก็เช่นเดียวกัน สภาวะของความเย็นไม่มี มีแต่ระดับของพลังงานความร้อน ถ้าความร้อนต่ำเราก็เรียกว่าเย็น ความร้อนสูงเราก็เรียกว่าร้อน เป็นต้น

                ระดับความเข้มของแสง และระดับของความร้อนนั้นเป็นสภาวะที่มีอยู่จริง แต่ความมืดและความเย็น เป็นเพียงความจริงในขั้นของความหมายรู้ สุขและทุกข์ก็มีลักษณะคล้ายๆกันนี้ กล่าวคือ ระดับของความทุกข์เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง แต่สุขเวทนาเป็นเพียงความจริงในขั้นของความหมายรู้ เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีความทุกข์น้อย หรือกระทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นการปลดเปลื้องทุกข์ให้น้อยลงไป เราก็รู้สึกเป็นสุข ความสุขในขั้นเสพเสวยเวทนาจึงให้ความสุขได้เต็มที่ก็แค่ใกล้เคียงความไร้ทุกข์อย่างชั่วคราวเท่านั้น เพราะโดยตัวสุขเวทนาเองก็เป็นสังขตธรรม มีสภาวะคงอยู่ไม่ได้อยู่แล้วในตัวของมันเอง เมื่อเล็งไปที่ความไร้ทุกข์โดยสิ้นเชิง หรือความสุขที่สมบูรณ์แบบ จึงต้องเป็นสุขขั้นที่อยู่เหนือการเสพเสวยเวทนา หลุดพ้นไปจากสังขตธรรมเท่านั้น

                จะเห็นว่าความเข้าใจเรื่องสัจจะ 2 ระดับ คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการศึกษาทำความเข้าใจคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์หลายท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า ถ้าไม่เข้าใจสัจจะ 2 ระดับแล้ว การพิจารณาธรรมะต่างๆก็จะไม่เกิดความกระจ่างชัด หรืออาจถึงกับรู้สึกว่าคำสอนขัดแย้งกันเอง เพราะเนื้อหาของธรรมะแต่ละบทนั้น ผู้ศึกษาจำเป็นต้องแยกแยะได้ ว่าท่านแสดงโดยใช้สำนวนของสัจจะระดับใด (ผู้สนใจศึกษา พุทธธรรมฉบับขยาย เรื่อง สัจจะ 2 ระดับ หน้า 48-49) ส่วนในที่นี้มุ่งพิจารณาเฉพาะในเรื่องของ สุข ทุกข์ จึงขอยกพุทธพจน์ในเรื่องนี้มาเปรียบเทียบเป็นคู่ๆ ดังนี้

คู่ที่ 1

                “บุญเป็นชื่อของความสุข” (ปุญญสูตร, 25/200)

                “ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราสอนแต่ทุกข์และนิโรธแห่งทุกข์” (อนุราธสูตร, 17/208-214 ; อลคัททูปมสูตร, 12/286)

คู่ที่ 2

                “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นคุณของกามทั้งหลาย? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ 5 ประการเหล่านี้แล ความสุข ความโสมนัสใดเล่า อาศัยกามคุณ 5 เหล่านี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณของกามทั้งหลาย, ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของกามทั้งหลาย? … ” (มหาทุกขักขันธสูตร, 12/197-198)

                “ดูกรมาคัณฑิยะ กามทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ในอดีตกาลก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ ถึงแม้ในอนาคตกาลกามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ แม้ในปัจจุบัน กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารภกามเผาอยู่ มีอินทรีย์อันโทษกำจัดแล้ว กลับได้ความสำคัญผิดในกามอันมีสัมผัสเป็นทุกข์นั้นแลว่า เป็นสุขไป” (มาคัณฑิยสูตร, 13/284)

คู่ที่ 3

                “ดูกรมหาลิ ก็หากรูปนี้ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็สำนวนเดียวกัน) จะเป็นทุกข์ถ่ายเดียว รังแต่ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์ มิได้ประกอบด้วยความสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในรูป ก็เพราะรูปเป็นสุข สุขตามสนอง หยั่งลงสู่ความสุข มิได้ประกอบด้วยความทุกข์เสมอไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดในรูป เพราะกำหนัด จึงถูกประกอบเข้าไว้ เพราะถูกประกอบ จึงเศร้าหมอง” (มหาลิสูตร, 17/131)

                “ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความปรากฏ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือ ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ความตั้งอยู่แห่งโรค ความปรากฏแห่งความแก่และความตาย, ความดับสนิท ความเข้าไปสงบระงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือ ความดับสนิทแห่งทุกข์ ความเข้าไปสงบระงับแห่งโรค ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งความแก่และความตาย” (อุปปาทสูตร, 17/66-67)

                พึงพิจารณาดูว่า ถ้าสภาวะของความสุขนั้นมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์แล้ว
* เป้าหมายที่ประเสริฐสุดของชีวิตก็คงเป็นการให้ตัวเราเสพสุขได้อย่างไม่มีจำกัด
* ภาวะที่กิเลสสงบลงด้วยอำนาจของสมาธิ จะเป็นสุขได้อย่างไร?
* นิพพานอันเป็นความสุขที่อยู่เหนือการเสพเสวยเวทนา จะเป็นบรมสุขได้อย่างไร?

                แต่เพราะภาวะของความสุขนั้นไม่มีจริงโดยปรมัตถ์ การดับกิเลส เพื่อหลุดพ้นไปจากทุกข์แท้จริงจึงมิใช่เป็นเพียงการพ้นไปจากปัญหา แต่เป็นความสุขด้วยในตัว ดังที่ท่านแสดงอรรถของนิพพานว่าเป็นทั้ง บรมสุข และ ความพ้นไปจากทุกข์

                ในข้อนี้ท่านมักแสดงโดยเปรียบเทียบกับความหายจากโรค ผู้ที่ป่วยหนัก วันหนึ่งหายจากโรค ย่อมรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่ง โดยที่ยังไม่ต้องเสพบริโภคสิ่งใด หรือเพียงได้ทราบข่าวจากแพทย์ว่าหายจากโรค ความรู้สึกสุขก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะสภาวะที่ความทุกข์บรรเทาลง คือสภาวะที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกสุขนั่นเอง

                ยกตัวอย่างให้ลองพิจารณากันต่อไปอีก ความงาม ไม่งาม ย่อมไม่มีอยู่จริงโดยสภาวะ คนหนุ่มสาว หรือซากศพ โดยสภาวะด้านรูปธรรมย่อมประกอบขึ้นจากธาตุ 4 เหมือนกัน ความงาม ไม่งาม นั้นมีอยู่จริงในขั้นของความหมายรู้ ที่เมื่อตามองเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รู้สึกสบายตา น่ามอง ก็บัญญัติว่ารูปนี้งาม มองเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว รู้สึกอึดอัด ไม่น่ามอง ก็บัญญัติว่ารูปนี้ไม่งาม คือเป็นจริงในขั้นสมมติ ไม่ใช่จริงในขั้นสภาวะ ผู้ที่เห็นว่าความงาม ความไม่งาม มีอยู่โดยเนื้อแท้ของมันจริงๆ จัดเป็นทิฏฐิวิปลาสอย่างหนึ่ง

                อนึ่ง เพื่อมิให้ความเห็นแล่นเลยเถิดไปในลักษณะของการมองโลกในแง่ร้าย จึงขอย้ำว่าความสุขนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีจริงโดยสิ้นเชิง ความสุขมีอยู่จริงในขั้นของความหมายรู้ ซึ่งมีความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ โปร่งโล่ง คล่องสบาย เช่นนั้นจริงๆ แต่ในขั้นของสภาวะ สุขเวทนา คือสภาวะที่มีความทุกข์น้อย

                ความเข้าใจผิดในลักษณะที่ว่า ความสุขมีอยู่จริงโดยสภาวะของมันเองแท้ๆ ทำให้คนเรายึดถือ อัตตา ตัวตน ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวผู้เสพ ตัวผู้เสวยสุขอยู่ร่ำไป เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมิใช่ฐานะที่จะเห็นนิพพานเป็นสันติบท ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ติดข้อง ล้าหลังอยู่

                ส่วนผู้ที่เห็นว่า ความสุขนั้นไม่มีจริงโดยสิ้นเชิง ปราศจากสาระและไร้คุณค่าด้วยประการทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้ที่แล่นเลยเถิดไป ดำเนินชีวิตด้วยความผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะด้วยทิฏฐินี้เขาย่อมละทิ้งสุขอันชอบธรรม แล้วเอาทุกข์เข้าท่วมทับตน

                บัณฑิตพิจารณาไตร่ตรองตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ละเฉพาะสิ่งที่เป็นโทษ

                ในการพิจารณาประเด็นนี้ควรใช้ความรอบคอบระมัดระวังอย่างยิ่ง ถ้าผู้ศึกษาพิจารณาดังนี้แล้ว เกิดความเครียด รู้สึกอึดอัด คับข้อง อาการเช่นนี้แสดงถึงความผิดพลาดของการพิจารณา ทำให้อกุศลธรรมคือวิภวตัณหาฟุ้งขึ้น เป้าหมายที่ต้องการคือ การมองเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งทำให้ปัญญาเจริญขึ้น เกิดความจางคลายหายติด พ้นจากความยึดมั่นถือมั่น เกิดปราโมทย์ จิตใจเบิกบาน เป็นสุข

                ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบตัวเองด้วยหลักการง่ายๆว่า ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริงนั้น ย่อมส่งผลในเชิงบวกต่อจิตใจของเราเองเสมอ

                ผู้เรียบเรียงจะแสดงความเห็นในรายละเอียดของกลไกการเกิดความสุขในลักษณะต่างๆต่อไป

กลไกของการเกิดความสุขจากกามคุณ : เกิดจาก 3 ส่วน

* ปลดเปลื้องตัณหาลงชั่วคราว

                เมื่อได้เสพแล้วทำให้ตัณหาที่มีต่อสิ่งนั้นสงบลง ความทุกข์ใจน้อยลง เกิดความสุขขึ้น ยิ่งตัณหาในสิ่งนั้นแรงมาก เมื่อได้มาเสพแล้วยิ่งปลดเปลื้องความทุกข์ออกไปได้มาก แต่ถ้าไม่ได้มาเสพก็เป็นทุกข์มาก

* ดึงดูดจิตให้เกิดสมาธิขั้นต้นในขณะเสพ

                อารมณ์อันวิจิตร คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชื่อว่าน่าปรารถนาเพราะเหมาะกับประสาทสัมผัสทางกายของสัตว์นั้นๆ มนุษย์ต่างคนก็ต่างยินดีในอาหารต่างชนิดกัน สัตว์เดรัจฉานต่างๆก็ยินดีในอาหารต่างชนิดกัน ตัวอารมณ์อันน่าปรารถนาในรูปแบบต่างๆนั้น เป็นเพียงสื่อหรือตัวล่อ ที่ชักนำให้จิตเพลิดเพลินอยู่กับมันได้โดยง่าย ตัวมันเองคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ได้เป็นตัวทำให้เกิดความสุขขึ้นมาได้โดยตรง แต่การชักจูงจิตให้เข้าไปพัวพันอยู่ได้โดยง่ายต่างหากคือข้อดีของมัน ถ้าอารมณ์ทั้งหลายให้ความสุขได้โดยตรงด้วยตัวของมันเองแล้ว บุคคลแต่ละคน สัตว์ต่างชนิด ต่างเพศ ก็จะต้องปรารถนาและเป็นสุขเมื่อได้เสพอารมณ์ที่มีรสชาติในลักษณะเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงเราทุกคนย่อมเห็นประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าสัตว์ต่างชนิด ต่างเพศ ล้วนถูกดึงดูดโดยอารมณ์ที่มีลักษณะต่างๆกัน อาหารเน่าเสียของมนุษย์สามารถเป็นอารมณ์อันวิจิตรคืออาหารชั้นเลิศของสุนัขได้ฉันใด อาหารที่สุนัขไม่ปรารถนาก็สามารถเป็นอาหารชั้นเลิศของมนุษย์ได้ฉันนั้น

                กลไกของมันคือ เมื่ออารมณ์อันน่าพอใจนั้นกระทบประสาทสัมผัส ก็ดึงดูดใจให้เข้าไปพัวพันเพลิดเพลินอยู่ จนทำให้จิตเกิดสมาธิอย่างอ่อนๆ (สูงสุดไม่เกิดอุปจารสมาธิ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของกามาวจรสมาธิ) และด้วยกำลังของสมาธิในขณะที่เสพอารมณ์นั้น กิเลสต่างๆก็สงบลงไปตามส่วน พร้อมกับจิตละจากอารมณ์อื่นๆอันเป็นทุกข์ทั้งทางกายและทางใจลงชั่วคราว ความสุขที่เกิดจากกามคุณในส่วนที่สองเกิดขึ้นด้วยกลไกดังกล่าวนี้ (อารมณ์อันไม่น่าปรารถนาบางอย่างก็ทำให้มีความสุขได้ เช่น การดูหนัง ฟังเพลง ที่มีเนื้อหาเศร้าสร้อย หดหู่ น่ารังเกียจ น่ากลัว ฯลฯ ถ้าอารมณ์นั้นสามารถดึงดูดให้ผู้เสพเกิดความเพลินไปกับมันได้)

* ความคลายทุกข์ทางกาย

                เช่น ปวดเมื่อย ได้รับการทายาหรือนวดเฟ้น ก็หาย ปวดท้องเนื่องจากความหิว เมื่อรับประทานอาหารแล้วก็หาย ส่วนนี้เด่นในด้านการคลายทุกข์ทางกาย

                ด้วยเหตุนี้ กามคุณทั้งหลายจึงไม่ได้ให้ความสุขได้ด้วยตัวของมันเองโดยตรง แต่เมื่อสร้องเสพโดยประสาทสัมผัสที่เหมาะกัน ก็ทำให้เกิดความเพลิน เมื่อเกิดความเพลินก็เป็นสุข เมื่อได้เสพสุขแล้วก็หมายรู้ว่าสิ่งนี้คืออารมณ์อันวิจิตรสำหรับตน ตัณหาในสิ่งเสพชนิดนั้นก็ถูกเร้าให้ฟุ้งขึ้น ดังนี้

กลไกของการเกิดความสุขจากการได้สนองฉันทะ

                เมื่อมีฉันทะในสิ่งใด จิตใจก็ฝักไฝ่กับสิ่งนั้น สมาธิจึงเกิดขึ้นได้ง่าย แม้สิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์อันวิจิตร แต่ผู้กระทำมีความใฝ่ใจต่อสิ่งนั้นเนื่องจากคุณค่าในตัวของสิ่งนั้นเอง กลไกการเกิดความสุขจากฉันทะจึงมีสมาธิเป็นตัวเด่น อันเกิดจากความเพลิดเพลินในการทำสิ่งอันผู้กระทำเห็นว่ามีคุณค่า โดยไม่เกี่ยวกับการสนองกิเลสส่วนตน ไม่มีความยึดติดในตัวตนผู้รับกระทบ เมื่อไม่สามารถทำให้สำเร็จสมปรารถนาได้ จึงไม่มีความทุกข์ร้อนเกิดขึ้นเหมือนการสนองตัณหา อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปฉันทะ กับตัณหา มักเจืออยู่ด้วยกัน มากน้อยตามระดับขั้นของคุณธรรม

                นอกจากความสุขเฉพาะหน้าอันเกิดจากความเพลิดเพลินในการกระทำสิ่งที่ดีงามแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายที่ได้เจริญขึ้นพร้อมกับฉันทะ ก็ขัดเกลากิเลสตัวที่เป็นคู่ปรับด้านตรงข้ามในแต่ละเรื่องให้สงบราบลงไปตามลำดับ บังเกิดเป็นความสุขความเบิกบานใจที่เจริญงอกงามขึ้นในระยะยาว (เช่น เมตตา กรุณา เจริญขึ้น โทสะ ก็ลดลง, ปัญญา เจริญขึ้น โมหะ ก็ลดลง)

                ความสุขจากกามคุณ 5 ต้องอาศัยความดึงดูดของอารมณ์ภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่น่าปรารถนา จึงทำให้เมื่อเสพซ้ำๆในลักษณะเดียวกัน ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย จืดจาง ขึ้นมาได้ แต่ความสุขจากการได้สนองฉันทะ ตราบใดที่ยังเห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ความสุขจากฉันทะก็ไม่เสื่อมคลาย

กลไกของการเกิดความสุขจากสมาธิ

                ขนิกสมาธิ แม้ไม่สามารถข่มนิวรณ์ให้สงบลง แต่ก็ทำให้จิตผละจากอารมณ์อื่นๆ อันอาจเป็นเหตุให้ทุกข์กายไม่สบายจิต หันมาจดจ่อเพลิดเพลินกับอารมณ์เฉพาะหน้าแทน ลืมความทุกข์ ความกังวล หรือความเจ็บป่วยทางร่างกายไปได้บ้างชั่วครั้งชั่วคราว

                อุปจารสมาธิ มีกำลังพอข่มนิวรณ์ (กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ลงได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อธิบายตามหลักพระอภิธรรมได้ว่า เนื่องจากกำลังของสมาธิทำให้ชวนจิตเกิดยืดยาวต่อเนื่องกันไปไม่มีระหว่างคั่น นิวรณ์จึงไม่มีช่องให้ฟุ้งขึ้น เพราะขณะนั้นจิตแล่นไปในอารมณ์ของกรรมฐานล้วนๆ ไม่ตกภวังค์ ไม่มีอกุศลจิตเกิดขึ้น (ดูกระบวนการของจิตแบบ “อติมหันตารมณ์”) จึงรอดพ้นจากการทิ่มแทงของข้าศึกทางใจคือกิเลส และอารมณ์อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทางกายย่อมไม่อยู่ในความรับรู้ ตลอดช่วงระยะเวลาสั้นๆนั้น

                อัปปนาสมาธิ กลไกเช่นเดียวกับอุปจารสมาธิ แต่ชวนจิตเกิดยืดยาวต่อเนื่องกันยาวนานตราบเท่าที่ยังไม่ออกจากฌาน นิวรณ์จึงไม่มีช่องให้ฟุ้งขึ้น ไม่รับรู้ทุกข์ทางกาย นอกจากนี้ในฌานระดับที่สูงขึ้นไป แม้ความเสียดแทงอย่างละเอียด (เช่น สัญญาของฌานในลำดับก่อนหน้า) ก็น้อยลงไปตามลำดับ พร้อมกับความสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไปอีกเป็นขั้นๆ

                เพื่อให้ครบถ้วน จึงควรกล่าวว่า การเข้าสมาธิของผู้ได้ รูปฌาน หรืออรูปฌาน ก็ทำให้เกิดความสุขจากความปลดเปลื้องกิเลส คือ รูปราคะ หรืออรูปราคะด้วย

กลไกของการเกิดความสุขจากการละกิเลสด้วยปัญญา

                เป็นเรื่องของการใช้ปัญญาดับกิเลสโดยตรง แบ่งเป็น โลกียปัญญา กับ โลกุตรปัญญา

                โลกียปัญญา ดับกิเลสลงชั่วคราว เป็นเรื่องๆไป ขออธิบายด้วยการยกตัวอย่าง นาย ก. ถูกรถชนแล้วหนี นาย ข. สูญเสียญาติ นาย ค. บ้านไฟใหม้ นาย ง. พิการแต่กำเนิด ทั้งสี่คนชวนกันมานั่งปรับทุกข์ ถึงปัญหาของตัว ในที่สุดคนหนึ่งยกเรื่องกฏแห่งกรรมขึ้นมาสนทนา คนอื่นๆพิจารณารอบคอบแล้ว เห็นด้วยตามนั้น ความทุกข์ ความคับแค้นใจต่างๆอันมีกิเลสที่ฟุ้งขึ้นเป็นต้นเหตุ ก็ทุเลาลง ความผาสุขในจิตใจเกิดขึ้นมาแทนที่ได้บ้างเป็นครั้งคราว

                โลกุตรปัญญา เป็นปัญญาในระดับของพระอริยบุคคล ดับกิเลสอันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ในจิตใจ อย่างถอนรากถอนโคนด้วยวิปัสสนาญาณ ตามระดับขั้นของการบรรลุ ดังที่ท่านได้แสดงไว้ว่า อริยชน กับ ปุถุชน ต่างกันในข้อสำคัญ คือ อริยชนมีความสุขไร้ทุกข์ เป็นพื้นประจำตัว ส่วนปุถุชนต้องทะยานหาความสุข เพราะมีความขาดสุข หรือมีทุกข์คอยเร้า ยืนพื้นอยู่เป็นประจำ

รสของความสุข

                โดยสัญชาติญาณ เรารู้สึกว่าความสุขแต่ละอย่างแต่ละชนิด เป็นคนละรสกัน แม้จำกัดแค่เฉพาะชิวหาสัมผัส อาหารต่างชนิดก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนละรสกัน ดังนั้น กามสุข ฌานสุข นิพพานสุข ก็น่าจะต้องเป็นคนละรสกันด้วย แม้มีคุณภาพดีขึ้นไปตามลำดับ ย่อมไม่สามารถทดแทนกันได้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากรสชาติที่ต่างกัน โดยทั่วๆไปน่าจะมีความเห็นกันดังนี้

                แต่เมื่อพิจารณากลไกของการเกิดความสุข อย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าโดยสรุป ความสุขเกิดขึ้นจาก 2 ส่วน คือ

  1. ความสงบลงของกิเลส เหตุแห่งทุกข์ทางใจ
  2. ความสงบลงของทุกข์ทางกาย

                จึงสามารถกล่าวได้ว่า รสของความสุขนั้น โดยสภาวะเป็นรสของความสงบเหมือนกันทั้งสิ้น ส่วนที่ต่างคือ รสของการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ต่างกัน ซึ่งไม่ไช่รสของความสุขแต่เป็นรสของการรับรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัส รวมถึงต่างกันที่ระดับความเข้มข้นและความต่อเนื่องของความสุขที่เกิดขึ้น สองปัจจัยนี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่ารสของความสุขนั้นต่างกัน ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นสภาวะของความสงบลงจากความทุกข์กายทุกข์ใจเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะใช้วิธีใด รูปแบบใดก็ตาม

                (พุทธพจน์ที่ทรงแสดงความสุขที่ดียิ่งกว่า ประณีตกว่ากันไปตามลำดับดู พหุเวทนิยสูตร, 13/100-102 และศึกษาจากหนังสือพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย บทที่ 22)

                กิเลสเป็นบ่อเกิดของทุกข์ทางจิตใจ รูปเป็นบ่อเกิดของทุกข์ทางร่างกาย เมื่อกิเลสหมดสิ้นไป บรรลุอรหัตตผล (สอุปาทิเสสนิพพาน) ทุกข์ทางจิตใจหมดไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงทุกข์ทางร่างกาย ต่อเมื่อดับขันธ์ (อนุปาทิเสสนิพพาน) ทุกข์ทางร่างกายนั้นก็ดับไปด้วย เข้าสู่ภาวะอันเป็นบรมสุข ไร้ทุกข์โดยสิ้นเชิง

                อนึ่ง นิพพานไม่ใช่ความดับสูญไม่มีอะไรเลย ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิที่เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ ภาวะแห่งนิพพานนั้นมีอยู่ สิ่งที่ดับไปคือบรรดาทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายเท่านั้น

                ผู้ศึกษาบางท่านอาจมีความเห็นในทำนองว่านิพพานก็มีข้อดีบางส่วนแต่ก็มีข้อที่เสียเปรียบกามสุข กล่าวคือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อยู่บางส่วน โดยเฉพาะตรงที่ถ้าอนุปาทิเสสนิพพานแล้วก็ย่อมพ้นวิสัยที่จะเสพเสวยกาม เสียโอกาสในการแสวงหาความสุขไปด้านหนึ่ง ความเห็นดังนี้ไม่เอื้อต่อการเจริญขึ้นในอารยธรรมวิถี ผู้ศึกษาที่มีความเห็นดังนี้ พึงพิจารณากลไกการเกิดความสุขในระดับต่างๆให้กระจ่าง พึงเข้าใจว่าความสุขที่เพิ่มพูนขึ้นนั้นแท้จริงไม่อื่นไปจากภาวะที่ทุกข์น้อยลง รสของความสุขทั้งหลายไม่อื่นไปจากรสของความสงบลงของความทุกข์

                สมดังพุทธพจน์ “…สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี…” (สุขวรรค, 25/25)

                ขอให้ร่มเงาแห่งพุทธธรรม ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า นำความผาสุกมาให้แก่ทุกท่าน