3) ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป (อนุปทสูตร)

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป”

      “… สารีบุตรก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงแล้ว มนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ ธรรมเหล่าใดในอากิญจัญญายตนะ คือ อากิญจัญญายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยที่เธอรู้ ปรากฏอยู่ก็รู้ ถึงความดับก็รู้ เธอพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นว่า ธรรมทั้งหลาย อย่างที่ทราบมา ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป …” (อนุปทสูตร, 14/153-165)

      ธรรมดาการพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขตธรรมนั้น หลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ความจริงจะใช้อะไรเป็นอารมณ์ในการพิจารณาก็ได้ทั้งนั้น เพราะชื่อว่าสังขตธรรมแล้ว จะหยาบ หรือประณีต รูปธรรม หรือนามธรรม ก็ย่อมมีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกัน แต่ทว่า ถ้าสิ่งนั้นเป็นของธรรมดาๆ เช่น มองใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงลงจากต้น ก็มักจะเป็นการยากที่จะพิจารณาให้เกิดสติปัญญาอะไรได้มากนัก (แต่สำหรับบางท่านก็ทำได้เช่น ปฏาจาราเถรี พิจารณาน้ำที่เถลงแล้วไหลไป เข้าใจว่าเป็นเฉพาะบุคคล) แต่ถ้าสิ่งนั้นมีความสำคัญ หรือมีความพิเศษแล้ว จะกระตุ้นเตือนให้เกิดสติปัญญาได้มากพอสมควร ในที่นี้จะใช้ “ความสุขจากสมาธิ” เป็นวิธีแรก และใช้ “สิ่งที่ตนยึดถือไว้แน่น” เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพิจารณา

      ผู้ปฏิบัติพึงเจริญสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิเป็นอย่างน้อย หลังจากดื่มด่ำกับภาวะความสุขสงบประณีตของสมาธิแล้ว ให้น้อมเข้าสู่ภาควิปัสสนา พิจารณาสังขารธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ว่า แม้ความสุขจากสมาธิ อันเป็นภาวะที่ดีงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้ก็ไม่อาจพ้นจากความแปรปรวน เสื่อมสลายไป ใครก็ไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป” จะกล่าวไปใยกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข อันเป็นสุขในระดับที่ด้อยกว่า ในอีกด้านหนึ่งความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกขเวทนาต่างๆ ก็ไม่พ้นไปจากความแปรปรวน เสื่อมสลาย ไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เช่นเดียวกัน

      เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาจนพอสมควรแล้ว ก็เจริญสมาธิขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมาธิเจริญขึ้น ความสุขจากสมาธิอันประณีตก็เกิดขึ้นอีก และต่อมาเมื่อออกจากสมาธิ ภาวะอันประณีตน่าพึงพอใจนั้นก็ล่วงหายไป เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นสังขตธรรม อันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีอัตตาตัวตนแก่นสารที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้

      การที่ท่านนิยมใช้องค์ธรรมต่างๆในสมาธิเป็นฐานในการเจริญวิปัสสนา ผู้บันทึกเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่สำคัญเป็นเพราะ ภาวะความสุข สงบ อันเกิดจากกิเลสที่สมาธิได้ข่มไว้ให้สงบลงไปในระหว่างการปฏิบัตินั้น ในแง่หนึ่งเทียบคล้ายได้กับภาวะของนิพพาน (มีศัพท์เฉพาะว่า วิขัมภนวิมุตติ) ผู้ที่ได้สัมผัสความสุขสงบเช่นนี้บ่อยครั้ง จิตย่อมน้อมไปสู่นิพพานได้ง่าย

      นอกจากนี้การใช้ความเสื่อมของ “สิ่งที่ตนยึดถือไว้แน่น” เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนา ก็เป็นวิธีที่มักใช้ได้ผลเป็นอย่างมากเช่นกัน ตัวอย่างที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เช่น ภิกษุผู้เคยเป็นช่างทองพิจารณานิมิตของทองที่ทรุดโทรม เสื่อมสลายไป (อรรถกถา เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ), ภิกษุณีผู้มีรูปงามพิจารณานิมิตของหญิงสาวที่ค่อยๆแก่ชราลง (อรรถกถา วิชยสูตร) เป็นต้น

     ผู้ปฏิบัติที่ต้องการจะใช้แนวทางนี้ ให้ลองปฏิบัติ ดังนี้

1. เริ่มต้นด้วยการเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่ายึดติดถือมั่นด้วยกิเลสเอาไว้มากๆสักอย่างหนึ่ง ปกติแล้วก็จะเป็นสิ่งที่ผูกโยงอยู่กับความสุขของตัวเรานั่นเอง มักไม่ใช่อะไรที่ห่างไกล

2. ต่อมาจินตนาการถึงความสำเร็จหรือการได้มาซึ่งสิ่งนั้นให้ชัดเจน เมื่อกระทำดังนี้ย่อมรู้สึกถึงความสุขความยินดี พิจารณาความสุขนี้ว่าเป็นความสุขอันเกิดจากการพึ่งพิงยึดติดถือมั่น

3. จินตนาการถึงความเสื่อมโทรม ย่อยยับของสิ่งนั้น เมื่อกระทำดังนี้ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ เศร้าหมอง เดือดร้อนใจ ให้พิจารณาว่านี้เป็นทุกข์ที่เกิดจากการพึ่งพิงยึดติดถือมั่น

4. น้อมจิตขึ้นสู่การวิปัสสนา ด้วยการยกหลักไตรลักษณ์ขึ้นพิจารณาว่า สิ่งซึ่งเรายึดติดถือมั่นไว้นั้น เป็นของไม่เที่ยง (อนิจจัง) สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นย่อมเป็นของมีภัยไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง (ทุกขัง) สิ่งใดเป็นของมีภัยไม่ให้ความปลอดโปร่งเบาใจได้แท้จริง ไม่อยู่ในอำนาจครอบครองควบคุมสั่งบังคับให้เป็นอย่างไรๆตามต้องการได้ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นอัตตาตัวตน (อนัตตา) ควรละเสียจากความยึดติดถือมั่น แม้ตัวเราเองและสิ่งอื่นทั้งหลายทั้งปวงในโลกก็มีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกันเช่นนี้

5. ขั้นตอนสุดท้าย พิจารณาจิตของตนว่าเมื่อปฏิบัติดังนี้แล้ว ขณะนั้นมีความรู้สึกอย่างไร สามารถละหรือลดความยึดติดถือมั่นลงได้บ้างหรือไม่ เกิดความปลอดโปร่ง เบิกบาน ผ่องใส ขึ้นในจิตใจ มากน้อยเพียงใด

      เป้าหมายของการเจริญวิปัสสนาในแนวทางนี้ ในเบื้องต้นมีเป้าหมายเพื่อให้ละความยึดติดถือมั่น เกิดความปลอดโปร่ง เบิกบาน ผ่องใส ขึ้นในจิตใจแม้เพียงชั่วคราว (มีศัพท์เฉพาะว่า ตทังควิมุตติ) บัณฑิตย่อมมองเห็นความเบิกบานอันเกิดจากความปลอดกิเลสและความยึดติดถือมั่นนี้แหละ เป็นทางประเสริฐอันเชื่อมไปสู่นิพพาน ทั้งนี้ ความเบิกบานใจเช่นนี้ในขั้นต้นย่อมยังมีกำลังน้อย เพราะกิเลสสงบลงเพียงเล็กน้อยนั่นเอง

      อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาด้วยวิธีการเช่นนี้แล้ว ติดอยู่แต่เพียงการเกิดความหดหู่ คับข้องใจ ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การละความยึดติดถือมั่น และเกิดความปลอดโปร่ง เบิกบานใจได้ อาจแสดงว่าผู้ปฏิบัติยังมีพื้นความเข้าใจไม่เพียงพอ ควรศึกษาทำความเข้าใจหลักธรรมสำคัญๆให้ชัดเสียก่อน หรืออาจเลือกศึกษาธรรมในหมวดอื่นที่ง่ายก่อน การฝืนศึกษาปฏิบัติเมื่อตนยังไม่พร้อมย่อมไม่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

 

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน