4) ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป (อนุปทสูตร)

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป”

      “… สารีบุตรก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงแล้ว มนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ ธรรมเหล่าใดในอากิญจัญญายตนะ คือ อากิญจัญญายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยที่เธอรู้ ปรากฏอยู่ก็รู้ ถึงความดับก็รู้ เธอพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นว่า ธรรมทั้งหลาย อย่างที่ทราบมา ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป …” (อนุปทสูตร, 14/153-165)

      ธรรมดาการพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขตธรรมนั้น หลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ความจริงจะใช้อะไรเป็นอารมณ์ในการพิจารณาก็ได้ทั้งนั้น เพราะชื่อว่าสังขตธรรมแล้ว จะหยาบ หรือประณีต รูปธรรม หรือนามธรรม ก็ย่อมมีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกัน แต่ทว่า ถ้าสิ่งนั้นเป็นของธรรมดาๆ เช่น มองใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงลงจากต้น ก็มักจะเป็นการยากที่จะพิจารณาให้เกิดสติปัญญาอะไรได้มากนัก (ยกเว้นสำหรับบางท่านที่อินทรีย์ถึงพร้อม) แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากเป็นพิเศษเหนือกว่าปกติทั่วไป ก็น่าจะกระตุ้นเตือนให้เกิดสติปัญญาได้มากพอสมควร ในที่นี้จะใช้ “ความสุขจากสมาธิ”

      ผู้ปฏิบัติพึงเจริญสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิเป็นอย่างน้อย หลังจากดื่มด่ำกับภาวะความสุขสงบประณีตของสมาธิแล้ว ให้น้อมเข้าสู่ภาควิปัสสนา พิจารณาสังขารธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ว่า แม้ความสุขจากสมาธิ อันเป็นภาวะที่ดีงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้ก็ไม่อาจพ้นจากความแปรปรวน เสื่อมสลายไป ใครก็ไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป” จะกล่าวไปใยกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข อันเป็นสุขในระดับที่ด้อยกว่า ในอีกด้านหนึ่งความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกขเวทนาต่างๆ ก็ไม่พ้นไปจากความแปรปรวน เสื่อมสลาย ไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เช่นเดียวกัน

      เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาจนพอสมควรแล้ว ก็เจริญสมาธิขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมาธิเจริญขึ้น ความสุขจากสมาธิอันประณีตก็เกิดขึ้นอีก และต่อมาเมื่อออกจากสมาธิ ภาวะอันประณีตน่าพึงพอใจนั้นก็ล่วงหายไป เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นสังขตธรรม อันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีอัตตาตัวตนแก่นสารที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้

      การที่ท่านนิยมใช้ภาวะที่เกิดขึ้นในสมาธิมาพิจารณาเพื่อเจริญปัญญา ผู้บันทึกเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่สำคัญเป็นเพราะ ภาวะความสุข สงบ อันเกิดจากกิเลสที่สงบลงและความห่างไกลทุกข์ทางกายระหว่างการปฏิบัตินั้น ในแง่หนึ่งเทียบคล้ายได้กับภาวะของนิพพาน (มีศัพท์เฉพาะว่า วิขัมภนวิมุตติ, ทิฏฐธัมมนิพพาน) ผู้ที่ได้สัมผัสความสุขสงบเช่นนี้บ่อยครั้ง จิตย่อมน้อมไปสู่นิพพานได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าสามารถเจริญสมาธิในระดับปฐมฌานขึ้นไป ดังปรากฏมีพุทธพจน์มากมายที่ตรัสสนับสนุนไว้ เช่น

      “ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม และกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสทิฏฐธัมมนิพพาน โดยปริยายแล้ว” (สันทิฏฐิกสูตร, 23/251)

      “การประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข ที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ได้แก่ ความสุขในฌาน 4 ถ้านักบวชลัทธิอื่นกล่าวว่า สมณะศากยบุตร ประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข 4 อย่างนี้ ก็พึงรับรองว่ากล่าวถูกต้อง” (ปาสาทิกสูตร, 11/114-115)

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน