1.5 ไตรลักษณ์

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พุทธธรรม

                ลักษณะทั้งสาม คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นภาวะที่สัมพันธ์เนื่องอยู่ด้วยกัน เป็นอาการสามด้านหรือสามอย่างของเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่า สังขตธรรมทั้งหลาย เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะความเป็นไป โดยทั่วไปเสมอเหมือนกันตามธรรมดาของมัน ในฐานะที่เป็นของปรุงแต่ง เกิดจากเหตุปัจจัย และขึ้นต่อเหตุปัจจัยทั้งหลายเช่นเดียวกัน

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงแยกได้เป็น 2 อย่าง

  1. สังขตธรรม คือ ธรรมที่ถูกปรุงแต่ง มีลักษณะดังนี้
    1) ความเกิดขึ้น ปรากฏ
    1.2) ความแตกดับหรือความสลาย ปรากฏ
    1.3) เมื่อดำรงอยู่ ความผันแปร ปรากฏ
  2. อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง, ธรรมอันเป็นที่สิ้นเหตุปัจจัย พ้นจากปัจจัยปรุงแต่ง ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้พ้นจากความไม่เที่ยงและพ้นจากความเป็นทุกข์ แต่ก็เป็นอนัตตา ไร้ตัว มิใช่ตน หมายถึง นิพพาน
    1) ไม่ปรากฏความเกิด
    2.2) ไม่ปรากฏความสลาย
    2.3) เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฏความผันแปร

“สังขาร ทั้งปวง ไม่เที่ยง
สังขาร ทั้งปวง เป็นทุกข์
ธรรม ทั้งปวง เป็นอนัตตา”

                พุทธพจน์ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฏกนี้ แสดงให้เห็นความแตกต่างอยู่แล้วว่า ขอบเขตของอนัตตากว้างขวางกว่าอนิจจัง และทุกข์ กล่าวคือ ในสองอย่างแรก สังขาร (คือสังขตธรรม) ทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แต่ในข้อสุดท้าย ธรรมทั้งปวง ซึ่งบอกชัดอยู่แล้วว่า ไม่เฉพาะสังขารคือสังขตธรรมเท่านั้น แต่ทั้งสังขารและธรรมอื่นนอกจากสังขาร คือ ทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม เป็นอนัตตา

                (ศัพท์คำว่า ธรรม โดยทั่วไปใช้ในความหมายว่า สภาวธรรม, ธรรมชาติ เป็นคำศัพท์ที่กินความหมายกว้างที่สุดคลุมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หลายครั้งก็ใช้ในความหมายที่แคบลง คือหมายถึง พระธรรมคำสั่งสอน)

 

คำอธิบายไตรลักษณ์ตามหลักวิชา

                สิ่งทั้งหลายทั่วไป มีอยู่เป็นไปในรูปของกระแส ที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ อันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกัน เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสาย องค์ประกอบทุกอย่างไม่คงที่ จึงเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง (อนิจจัง)

                เมื่อแต่ละสิ่งแต่ละส่วนที่สัมพันธ์กัน เกิดดับไม่คงที่และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัย ก็ย่อมแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว, เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์, มีภัย, มีความบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง, คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้, ถูกเบียดเบียนด้วยความเกิดและความดับ (ทุกขัง)

                และทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปกระแสที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ขึ้นต่อเหตุปัจจัยเป็นกระบวนธรรมเช่นนี้ก็ตาม (สังขตธรรม, สังขาร) ไม่ขึ้นต่อปัจจัยก็ตาม (อสังขตธรรม, วิสังขาร) ก็มีภาวะที่เป็นอย่างนั้นๆ ตามธรรมดาของมันเองตามที่เป็นสังขตะ หรืออสังขตะ จึงย่อมไม่มี อัตตาตัวตนตัวแกนถาวรอะไร ที่เหมือนกับมาแฝงมาซ้อนมาคุม ให้เป็นไปอย่างไรๆ อีกชั้นหนึ่ง ที่ว่าไม่ใช่ตัวตนเพราะแต่ละอย่างๆล้วนเป็นไปตามสภาวะธรรม, ไม่มีตัวตนของมันเอง, ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมให้เป็นตามต้องการ, ไม่เป็นของสัตว์บุคคลนั้นแท้จริง (อนัตตา)

                ควรแยกให้ออกระหว่างขอบเขตของทุกข์ในไตรลักษณ์กับทุกข์ในอริยสัจจ์ ทุกข์ในไตรลักษณ์เป็นสภาวะตามปกติธรรมดาของธรรมชาติ ซึ่งกินความหมายกว้าง (แม้แต่สิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ก็มีสภาพเป็นทุกข์ในไตรลักษณ์ทั้งนั้น เพราะคงอยู่ถาวรไม่ได้) ทุกข์ในอริยสัจจ์ มีความหมายแคบลงเฉพาะทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต เกิดจากตัณหาเป็นตัวการทำให้ทุกข์ในธรรมชาติกลายมาเป็นทุกข์ในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งทำให้หมดไปได้ด้วยปัญญา

                ความสุขอย่างที่เข้าใจกันในโลก ก็เป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ จึงย่อมมีความไม่สมบูรณ์อยู่ในตัวในแง่ที่ว่า จะต้องแปรปรวนไป ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้ความพึงพอใจได้โดยสมบูรณ์ ผู้ที่ฝากความหวังในความสุขไว้กับสังขตธรรมทั้งหลายอย่างขาดสติ ย่อมเท่ากับทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความไม่สมบูรณ์ของสิ่งเหล่านั้น ผู้หาความสุขที่ฉลาด เมื่อยังยินดีที่จะหาความสุขจากสิ่งเหล่านี้อยู่ จึงต้องมีชีวิตอยู่อย่างรู้เท่าทันความจริง แสวงหาและเสวยความสุขอย่างมีสติปัญญา โดยให้ความแปรปรวนของมันก่อโทษน้อยที่สุด

                อนัตตา ที่แปลว่า ไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตนนั้น ไม่ได้หมายถึงไม่มีอะไรเลย คือมีอยู่จริง แต่หมายถึง มีอยู่เป็นอยู่เป็นไป ตามธรรมดาของสภาวะธรรม ไม่มีตัวตนที่จะครอบครองสั่งบังคับให้เป็นหรือไม่เป็นตามที่ปรารถนาโดยไม่ทำตามเหตุปัจจัย, มีอยู่อย่างไม่เป็นอัตตา

                อนัตตา แปลว่า ไม่มีอัตตา แต่ไม่ได้แปลว่า ตรงข้ามกับอัตตา สิ่งที่ตรงข้ามกับอัตตาคือ นิรัตตา แปลว่า ความขาดสูญ ซึ่งถือเป็นความยึดถือชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับอัตตา (อัตตา/นิรัตตา เป็นมิจฉาทิฏฐิสุดโต่งไปคนละด้าน)

                ในการแสดงไตรลักษณ์ ควรจะแสดงหมดทั้ง 3 ลักษณะ ควบคู่กันไป เนื่องจากมีความสัมพันธ์กัน อนิจจัง ทุกขัง เป็นลักษณะที่ปรากฏแก่สายตา จึงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ อนัตตา เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏจึงเข้าใจได้ยาก และมีความหมายหลายนัย ต้องอาศัยความเชื่อมโยงของ อนิจจัง ทุกขัง มาเป็นส่วนช่วยในการทำความเข้าใจ