4.2 อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตร สรุป ย่อ แปล บรรลุอรหันตผล

อนัตตลักขณสูตร (4/20-24)
(สมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทว), สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. ปฐมสมโพธิ)

                เมื่อภิกษุเบญจวัคคีย์ ดำรงในเสขภูมิเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล ได้เอหิภิกขุอุปสมบทเสร็จแล้ว มีอินทรีย์แก่กล้าควรเจริญวิปัสสนาเพื่อพระอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร โดยมีเนื้อหาดังนี้

                “รูป ส่วนที่รู้ฉิบหายด้วยข้าศึกเย็นและร้อนเป็นต้นนี้ เป็นอนัตตา หาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาของผู้ใด ถ้าหากรูปนี้ เป็นอัตตาเป็นตัวตนเป็นแก่นสารจริงแล้ว รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ความเบียดเบียนแปรปรวนไป อนึ่งสัตว์ทั้งหลาย ก็จะพึงได้ในรูปตามใจหวังว่า จงเป็นอย่างนี้ อย่าป่วยอย่าไข้ อย่าชราชำรุดทรุดโทรมพิบัติเลย, เหตุใดรูปย่อมเป็นอนัตตา เหตุนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ความเกิดและฉิบหายมาเบียดเบียน ให้แปรปรวนเกลื่อนกล่นด้วยโรคภัยเป็นเอนก ชำรุดทรุดโทรม สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ตามปรารถนา ด้วยประการฉะนี้

                 เวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขสำราญกาย สำราญใจ ทุกข์เจ็บกายไม่สบายจิต อุเบกขาเป็นกลางไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ความเสวยอารมณ์ 3 อย่างนี้ เป็นอนัตตา หาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาของผู้ใด ถ้าหากเวทนานี้เป็นอัตตาเป็นตัวตนเป็นแก่นสารจริงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายพึงได้ตามปรารถนาว่า ความสุข ความสำราญที่เกิดขึ้นจงยั่งยืนอยู่เสมอเป็นนิตย์เถิด อย่าเสื่อมสูญหมดสิ้นไปเสียเลย ทุกข์อย่าเกิดขึ้นแก่เรา ที่เกิดแล้วจงดับสูญหายไปเสียโดยพลัน, เหตุใดเวทนาย่อมเป็นอนัตตา เหตุนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธความเบียดเบียนแปรปรวนไป สัตว์ทั้งหลายมิได้ตามปรารถนา ด้วยประการฉะนี้

                สัญญา ความจำได้จำไว้ซึ่งอารมณ์ทั้ง 6 นี้ เป็นอนัตตา หาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาของผู้ใด ถ้าสัญญาเป็นอัตตาเป็นตัวตนเป็นแก่นสารจริงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะเลือกกลั่นไว้และขับไล่ได้ตามปรารถนาว่า สัญญาที่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข จงยั่งยืนถาวรตั้งอยู่เป็นนิตย์เถิด สัญญาที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ จงอย่าได้บังเกิดมี แม้มีแล้วจงเสื่อมสูญหายไปเสียโดยพลันเถิด, เหตุใดสัญญาย่อมเป็นอนัตตา เหตุนั้น สัญญานั้นจึงเป็นไปเพื่ออาพาธความเบียดเบียนแปรปรวนไป สัตว์ทั้งหลายมิได้ตามประสงค์ด้วยประการฉะนี้

                สังขาร ธรรมอันปรุงใจ เป็นอนัตตา หาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาของผู้ใด ถ้าสังขารเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตนเป็นแก่นสารจริงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะพึงได้ในสังขารธรรมปรุงใจทั้งหลายนั้น ตามปรารถนาว่า จงเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้นเลย, เหตุใดสังขารย่อมเป็นอนัตตา เหตุนั้น สังขารนั้นจึงเป็นไปเพื่ออาพาธความเบียดเบียนแปรปรวนไป สัตว์ทั้งหลายก็มิได้ตามปรารถนาว่า ส่วนดีที่เป็นที่ตั้งแห่งสุขจงตั้งอยู่เถิด อย่าแปรปรวนพิบัติเลย ส่วนชั่วเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์จงอย่าบังเกิดขึ้น แม้เกิดขึ้นแล้วจงเสื่อมสูญหายเสียโดยพลัน เพราะสังขารเป็นอนัตตา จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และสัตว์มิได้ดังความปรารถนา ด้วยประการฉะนี้

                วิญญาณ ใจที่รู้พิเศษซึ่งอารมณ์ เป็นอนัตตา หาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจความบังคับบัญชาของผู้ใด ถ้าวิญญาณเป็นอัตตาเป็นตัวตนเป็นแก่นสารจริงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะพึงได้ตามปรารถนาในที่จะอนุญาตผ่อนตามและห้ามเสียว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้ วิญญาณของเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย, เหตุใดวิญญาณย่อมเป็นอนัตตาหาใช่ตัวตน ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของป้องกันไว้ได้ เหตุนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธความเบียดเบียนพิบัติต่างๆ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้ตามปรารถนาแห่งตน ด้วยประการฉะนี้”

                เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงซึ่งเบญจขันธ์ โดยอนัตตลักขณะนี้แล้ว ตรัสอนุโยคซักให้ผู้เป็นเจ้าเบญจวัคคีย์ปฏิญญาตามที่ตนตรองเห็นว่า
                “ท่านทั้งหลายจะสำคัญเนื้อความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือ หรือไม่เที่ยง”
“ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค รูปไม่เที่ยง”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นทุกข์หรือ หรือสุขเล่า”
“ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค สิ่งนั้นทุกข์ สัตว์ทนยาก”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้ว ควรหรือเพื่อจะตามเห็นโดยสำคัญซึ่งสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา นั่นอัตตาตัวตนแก่นสารแห่งเรา”
“ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค อันจะตามเห็นโดยสำคัญซึ่งสิ่งนั้นว่าของๆเรา เป็นเรา อาตมะตัวตน แก่นสารแห่งเรา ดังนี้นั้นไม่ควรเลย (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกัน)”

                เมื่อสมเด็จพระผู้ทรงพระภาค ตรัสถามในขันธ์ทั้ง 5 โดยลำดับ ให้พระผู้เป็นเจ้าปฏิญญาตามที่ตรองเห็นฉะนี้แล้ว จึงตรัสสอนให้พิจารณาขันธ์ 5 นั้น โดยยถาภูตญาณทัสสนะ ปัญญาที่รู้เห็นจริงๆ โดยวิปัสสนานัยให้พิจารณาว่า

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหาว่า นั่นของๆเรา, ด้วยมานะว่า นั่นเป็นเรา, ด้วยทิฏฐิว่า นั่นอัตตาตัวตนแก่นสารของเรา พึงพิจารณาเห็นซึ่งขันธ์ 5 ด้วยปัญญาชอบ ถอนคาหะความถือด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ เสียจากสันดาน

                “รูป อันใดอันหนึ่งซึ่งเป็นอดีตล่วงแล้ว เป็นอนาคตยังมาไม่ถึง เป็นปัจจุบันบังเกิดเฉพาะหน้า, เป็นภายในที่สัตว์กำหนดว่าของเรา หรือภายนอกที่สัตว์กำหนดว่าของผู้อื่น, เป็นรูปหยาบ หรือรูปละเอียด, เป็นรูปต่ำช้า หรือรูปประณีต, เป็นรูปใด ณ ที่ไกล หรือ ณ ที่ใกล้ก็ดี, รูปทั้งปวง สักว่าเป็นรูป นั่นหาใช่ของๆเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นหาใช่อาตมะตัวตนแก่นสารแห่งเรา รูปนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นชอบด้วยปัญญาชอบ ดังนี้เถิด” (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกัน)

                อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นเบญจขันธ์ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะอย่างนี้ ย่อมเหนื่อยหน่ายทั้งใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเหนื่อยหน่าย เกิดนิพพิทาญาณแล้ว ก็วิราชปราศย้อมไป คือบรรลุอริยมรรค ชำระกิเลสเครื่องย้อมจิตให้ปราศไป มิให้ย้อมจิตอยู่ได้ วิราคะคือพระอริยมรรค อันคลายสบายจิตให้ปราศจากกิเลสเครื่องย้อมสันดาน ก็บังเกิดขึ้น คือ อริยมรรคญาณ อริยสาวกนั้น ก็วิมุตติพ้นพิเศษไปจากกิเลสอาสวะทั้งปวง อริยผลบังเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่งอริยสาวกนั้นท่านย่อมรู้ประจักษ์ว่า ชาติ ความบังเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี