1) สิ่งที่พึงระวังในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานข้อควรระวัง

1. ศึกษาหลักธรรมสำคัญ เช่น ไตรลักษณ์, ขันธ์ 5 เป็นต้น ให้เข้าใจเพียงพอก่อน

      เนื่องจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม กล่าวในภาพรวมแล้วล้วนมีวัตถุประสงค์ให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 เพื่อละวางเสียจากความยึดติดถือมั่นเสมอเหมือนกันทั้งสิ้น ถ้าผู้ปฏิบัติไม่มีความเข้าใจในหลักการดีพอ อาจทำให้เกิดความไขว้เขวในการปฏิบัติได้ โดยเฉพาะหลักไตรลักษณ์แม้จะเป็นหลักธรรมที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เนืองๆ แต่มิใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่ายเลย ส่วนที่ง่ายมีเพียงลักษณะที่ปรากฏชัดแก่สายตา คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เท่านั้น ความมีภัยไม่น่าพึงพอใจ (ทุกขัง) แม้ปรากฏให้เห็นบ้างแต่ก็เข้าใจได้ยากขึ้น ส่วนความไม่ใช่ตน (อนัตตา) เป็นของไม่ปรากฏแก่สายตา เป็นจุดที่เข้าใจได้ยากที่สุด ทั้งนี้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานถ้าผู้ปฏิบัติก้าวไปถูกก็จะส่งเสริมความเข้าใจหลักไตรลักษณ์ให้มากขึ้นพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในระดับหลักการควรที่จะมีให้ชัดไว้ก่อน

 

2. ธรรมที่เหมาะสมแก่ตน

      ในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เนื้อหาที่ทรงแสดงกับพระภิกษุและชาวบ้าน บางครั้งแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็มีระดับความลุ่มลึกแตกต่างกันอยู่พอสมควร ดังตัวอย่างใน อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ความโดยย่อว่า พระสารีบุตรกล่าวธรรมแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งกำลังป่วยหนักจวนเจียนจะสิ้นชีพ โดยมีใจความเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ท่านเศรษฐีซาบซึ้งในรสพระธรรมอย่างยิ่ง กล่าวว่าไม่เคยได้สดับธรรมเห็นปานนี้ พระอานนท์ตอบว่า ธรรมีกถาเห็นปานนี้ไม่แจ่มแจ้งแก่คฤหัสถ์ แต่แจ่มแจ้งแก่บรรพชิต (อนาถปิณฑิโกวาทสูตร, 14/720-740)

       แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงเลือกเฟ้นในการตรัสสอนเรื่อง “ความไม่ยึดมั่นถือมั่น” โดยเป็นไปได้ว่า ท่านอาจแสดงธรรมลักษณะนี้แก่คฤหัสเพียงบางกรณีที่เหมาะสมเท่านั้น เช่น ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งท่านตรัสแก่ภิกษุและชาวเมืองกุรุ อรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า “ชาวแคว้นกุรุ ไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณี และอุบาสก อุบาสิกา … ชาวกุรุนั้นมีกำลังปัญญาอันร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์อุดหนุนแล้ว จึงสามารถรับเทศนาที่ลึกซึ้งนี้ได้” (อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค)

       เมื่อเป็นดังนี้ ก็สมควรอย่างยิ่ง ที่ผู้ศึกษาจะศึกษาเรื่องความไม่ยึดติดถือมั่น ด้วยความระมัดระวัง และพยายามทำความเข้าใจให้ถูกต้องอย่าให้ไขว้เขว โดยผู้บันทึกมีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้

     – ความไม่ยึดติดถือมั่น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหลักการอันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา เป็นการแสดงโลกุตรธรรมโดยย่อ ดังที่ท่านตรัสตอบแก่ผู้ต้องการฟังธรรมอย่างย่นย่อ ในจูฬตัณหาสังขยสูตรว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น” นั่นเอง

     – การไม่ยึดติดถือมั่น เป็นเรื่องของการละกิเลสนั่นเอง คือ ไม่ยึดติดถือมั่นด้วยกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยึดติดถือมั่นในลักษณะที่เป็นกุศล เป็นแรงจูงใจที่มาจากฉันทะ คือ ความใฝ่ดี ก็มีอยู่ เช่น มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีตนที่ฝึกมาดีแล้วเป็นที่พึ่ง รวมไปถึงการมีเป้าหมายชีวิตบางอย่างที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อสนองกิเลส เป็นต้น

     – เป็นเรื่องธรรมดาที่ในเรื่องเดียวกัน เราอาจมีทั้งความยึดติดด้วยกิเลสและยึดติดด้วยฉันทะเจืออยู่ด้วยกัน เช่น ความยึดติดในตัวลูกของคนเป็นพ่อแม่ ซึ่งมีทั้งอยากให้ลูกของตนประสบความสำเร็จเพื่อที่ตนจะได้สุขสบายไปด้วย และความเมตตากรุณาแท้ๆที่มีต่อลูกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เจือปนอยู่ด้วยกัน

     – สัมมาอาชีวะ เป็น 1 ในองค์มรรค ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมต้องมีการเลี้ยงชีพชอบ อันสมควรแก่ตน (คฤหัส มีอาชีพที่สุจริต นักบวช ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัย) การงอมืองอเท้าไม่ขวนขวายพยายามทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่สามารถอ้างว่าเป็นความไม่ยึดติดถือมั่นได้

     – การประเมินตัวเองตามความเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากธรรมในระดับสูงที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว ธรรมเพื่อความอยู่ดีมีสุขในสังคมที่สามารถจะเอื้อประโยชน์และเป็นพื้นฐานสำหรับความเข้าใจที่ดีและง่ายยังมีอีกมากมาย เช่น บุญกิริยาวัตถุ (หลักการทำความดี), สังคหวัตถุ (หลักประสานสามัคคี), กามโภคีสุข (สุขอันชอบธรรมของผู้ครองเรือน), หลักการเพียรพยายามให้ได้ผลในการละทุกข์ลุสุข เป็นต้น  แล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ โดยมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญ เพื่อให้ถึงแก่นของพระพุทธศาสนาในที่สุด

 

3. ระวังการมองโลกในแง่ร้าย

      เมื่อได้ยินได้ฟังเนื้อหาบางตอนเช่น “…สิ่งต่างๆในโลกล้วนเป็นทุกข์…” “…การเกิดเป็นทุกข์…” “…ขันธ์ 5 เป็นทุกข์…” “…กามทั้งหลายเป็นทุกข์…” ดังนี้แล้ว บางท่านเกิดความเห็นแล่นเลยเถิดไปว่าความสุขนั้นไม่มีอยู่จริงโดยสิ้นเชิง มองไปทางใดก็พบเจอแต่ทุกข์ ด้วยความเห็นนี้เขาย่อมละทิ้งสุขอันชอบธรรม แล้วเอาทุกข์เข้าท่วมทับตน ซึ่งเป็นทางดำเนินที่ผิดพลาด เสียประโยชน์ ในเบื้องต้นควรเข้าใจว่า “ทุกข์” ในที่นี้แปลโดยย่อว่า ความคงสภาพอยู่ไม่ได้ หรือความเป็นของมีภัย ไม่อาจให้ความปลอดโปร่งใจ เป็นศัพท์ต่อเนื่องกับ อนิจจัง ความไม่เที่ยง เป็นการมองที่ตัวสภาวะความคงสภาพอยู่ไม่ได้ไม่ให้ความปลอดโปร่งใจแก่ผู้ยึดถือไว้ด้วยกิเลส อันเป็นสามัญลักษณะของโลก มิใช่มองแต่เพียงว่าเป็น ความทุกข์ระทม ขมขื่น ซึ่งเป็นความหมายอย่างแคบ

      นอกจากนี้พึงทราบว่า กรรมฐานที่ให้มองเห็นอะไรๆเป็นของไม่สวยไม่งาม (อสุภกรรมฐาน ปฏิกูลมนสิการ) เป็นการปฏิบัติในขั้นสมถะ ยังมองไปตามสมมติบัญญัติ เพียงแต่ถือเอาสมมติในแง่ที่จะมาใช้ข่ม ตัณหา ราคะ ที่ฟุ้งขึ้นให้สงบลง ส่วนในขั้นวิปัสสนา มองเห็นตามสภาวะแท้ๆ ตรงตามที่สิ่งทั้งหลายมันเป็นของมัน ตามเหตุปัจจัย เรียกว่า ตามความเป็นจริงในขั้นปรมัตถ์ ที่สิ่งทั้งหลาย ไม่มีงาม หรือไม่งาม เป็นแต่ธาตุทั้งหลายที่มาประกอบกันเข้า

      ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง มิใช่การมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งการมองโลกตามความเป็นจริงย่อมต้องมองทั้งสองระดับ คือ ในระดับของความรู้สึก ความรู้สึกสุข ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นสวยงามมีอยู่ในขั้นสมมติก็เข้าใจไปตามเป็นจริง (สมมติสัจจะ) ส่วนในระดับของสภาวะแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ซึ่งสิ่งทั้งหลายทั้งรูปธรรมและนามธรรม เป็นธาตุมาประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมองในแง่นี้ ก็เข้าใจไปตามความเป็นจริงเช่นกัน

 

4. ปล่อยวางแต่ไม่ปล่อยปละละเลย / สร้างแรงจูงใจของตนให้เหมาะสม

      ดังที่ท่านเจ้าคุณสมเด็จประยุทธ์ฯ ได้กล่าวสอนไว้ว่า “เมื่อศึกษาเรื่องการปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่นแล้ว ควรทำความเข้าใจให้ชัด มิใช่กลายเป็นว่า ไม่เอาเรื่องเอาราว ปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยปราศจากเป้าหมาย ต้องการผลแต่ไม่ทำเหตุที่ควรทำ ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านไปเปล่า ซึ่งถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง”

      ข้อนี้ผู้บันทึกเองเคยมีปัญหาว่า เมื่อพิจารณาเรื่องความไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวง รวมถึงเรื่องสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ มากๆเข้าแล้ว เป็นเหตุให้แรงจูงใจในการดำเนินชีวิตลดลงอย่างมาก ทั้งยังเกิดความรู้สึกชังชีวิตอยู่ลึกๆ (ซึ่งมีสาเหตุจากกิเลส คือ “วิภวตัณหา”) จนน่ากังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อความสำเร็จทางโลกได้ จึงต้องเตือนสติตัวเองให้กลับมาตั้งหลักให้ดี เพราะในความเป็นจริง ถ้าเรารู้สึกว่าการศึกษาธรรมะนั้น ก่อให้เกิดผลเสียไม่ว่าจะในแง่ใดๆก็ตาม ควรตระหนักว่า เป็นความผิดพลาดในการศึกษาพิจารณาของเราเอง มิใช่ธรรมะนั้นมีโทษ หลักธรรมทั้งหลายท่านตรัสไว้ดีแล้ว มีแต่คุณประโยชน์ถ้าทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับตน หากแต่ต้องยอมรับว่า โลกุตรธรรมนั้นเป็นของยาก ก็คงจะมีบ้างที่ความเข้าใจของผู้ศึกษาเอนเอียง เฉไฉไปบ้าง ไม่ถูกต้องถ่องแท้ตามความหมายที่แท้จริง จึงเกิดโทษบางประการ ดังกล่าว

 

     โดยสรุป ถ้าศึกษาพิจารณาธรรมะใดแล้ว ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกในแง่ลบ หดหู่ กดดัน เคร่งเครียด จนเกินไป หรือสูญเสียแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตปกติไปอย่างมาก มีความเป็นไปได้สูงว่าการปฏิบัตินั้นจะผิดทาง หรืออาจไม่ผิดแต่ยังไม่เหมาะสมกับตน ขอให้ตั้งหลักให้ดีแล้วมองภาพรวมกว้างๆว่า เราศึกษาปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็เพื่อความสุขและความเจริญ ดังที่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าปฏิบัติธรรมถูกทาง ต้องได้ปราโมทย์ (ความเบิกบานใจ)”

 

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน