1) สิ่งที่พึงระวังในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากรรมฐานข้อควรระวัง

1. ธรรมที่เหมาะสมแก่ตน

      ในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ด้วยทรงมุ่งหวังประโยชน์ของผู้ฟังแต่ละหมู่คณะตามความเป็นจริง เนื้อหาที่ทรงแสดงกับพระภิกษุและชาวบ้านจึงมีระดับของความยากง่ายและความลึกซึ้งที่ต่างกันอยู่พอสมควร ในระดับชาวบ้านท่านมักทรงแสดงธรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง ทาน ศีล และความเมตตากรุณา ส่วนในระดับพระภิกษุท่านมักทรงแสดงธรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความไม่ยึดติดถือมั่นซึ่งเป็นโลกุตรธรรมโดยตรง

      ดังตัวอย่างใน อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ความโดยย่อว่า พระสารีบุตรกล่าวธรรมแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งกำลังป่วยหนักจวนเจียนจะสิ้นชีพ โดยธรรมกถามีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ท่านเศรษฐีซาบซึ้งในรสพระธรรมอย่างยิ่ง กล่าวว่าไม่เคยได้สดับธรรมเห็นปานนี้ พระอานนท์ตอบว่า ธรรมีกถาเห็นปานนี้ไม่แจ่มแจ้งแก่คฤหัสถ์ แต่แจ่มแจ้งแก่บรรพชิต (อนาถปิณฑิโกวาทสูตร, 14/720-740)

       ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งท่านตรัสแก่ภิกษุและชาวเมืองกุรุ อรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า “ชาวแคว้นกุรุ ไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณี และอุบาสก อุบาสิกา … ชาวกุรุนั้นมีกำลังปัญญาอันร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์อุดหนุนแล้ว จึงสามารถรับเทศนาที่ลึกซึ้งนี้ได้” (อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค)

       โดยผู้จดบันทึกมีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้

     – ในระดับชาวบ้านนอกจากเรื่อง ทาน ศีล เมตตากรุณาแล้ว ในส่วนของหลักธรรมที่เป็นไปเพื่อจำกัดโทษของกิเลสในกรณีส่วนใหญ่หลักธรรมเรื่อง “ความสันโดษ” (การใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะพอเพียงกับตน) น่าจะเหมาะสมกว่า

     – อย่างไรก็ตาม ความไม่ยึดติดถือมั่น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหลักการอันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา เป็นการแสดงโลกุตรธรรมโดยย่อ ดังที่ท่านตรัสตอบแก่ผู้ต้องการฟังธรรมอย่างย่นย่อ ในจูฬตัณหาสังขยสูตรว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น” นั่นเอง แต่ควรเข้าใจว่าเป็นธรรมในระดับสูงและไม่ใช่ง่ายที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ จึงควรศึกษาด้วยความระมัดระวัง

     – การไม่ยึดติดถือมั่น เป็นเรื่องของการละกิเลสนั่นเอง คือ ไม่ยึดติดถือมั่นด้วยกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยึดติดถือมั่นในลักษณะที่เป็นกุศล เป็นแรงจูงใจที่มาจากฉันทะ คือ ความใฝ่ดี ก็มีอยู่ เช่น มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีตนที่ฝึกมาดีแล้วเป็นที่พึ่ง รวมไปถึงการมีเป้าหมายชีวิตบางอย่างที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อสนองกิเลส เป็นต้น

     การประเมินตัวเองตามความเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากธรรมในระดับสูงที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว ธรรมเพื่อความอยู่ดีมีสุขในสังคมที่สามารถจะเอื้อประโยชน์และปฏิบัติได้ไม่ยากมีอยู่มากมาย เช่น บุญกิริยาวัตถุ (หลักการทำความดี), สังคหวัตถุ (หลักประสานสามัคคี) เป็นต้น ธรรมเหล่านี้นอกจากสะดวกต่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้วยังเป็นพื้นฐานที่ดีให้แก่ธรรมในระดับที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกด้วย (อ่าน “วินัยชาวพุทธ” หนังสือสรุปหลักปฏิบัติสำหรับคฤหัส)

2. ปล่อยวางแต่ไม่ปล่อยปละละเลย / สร้างแรงจูงใจของตนให้เหมาะสม

      ดังที่ท่านเจ้าคุณสมเด็จประยุทธ์ฯ ได้กล่าวสอนไว้ว่า “เมื่อศึกษาเรื่องการปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่นแล้ว ควรทำความเข้าใจให้ชัด มิใช่กลายเป็นว่า ไม่เอาเรื่องเอาราว ปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยปราศจากเป้าหมาย ต้องการผลแต่ไม่ทำเหตุที่ควรทำ ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านไปเปล่า ซึ่งถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง”

      ข้อนี้ผู้บันทึกเองเคยมีปัญหาว่า เมื่อพิจารณาเรื่องความไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวง รวมถึงเรื่องสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ มากๆเข้าแล้ว เป็นเหตุให้แรงจูงใจในการดำเนินชีวิตลดลงอย่างมาก ทั้งยังเกิดความรู้สึกชังชีวิตอยู่ลึกๆ (ซึ่งมีสาเหตุจากกิเลส เช่น วิภวตัณหา, โทสะ, โมหะ เหล่านี้ประกอบกัน) จนน่ากังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อความสำเร็จทางโลกได้ จึงต้องเตือนสติตัวเองให้กลับมาตั้งหลักให้ดี เพราะในความเป็นจริง ถ้าเรารู้สึกว่าการศึกษาธรรมะนั้น ก่อให้เกิดผลเสียไม่ว่าจะในแง่ใดๆก็ตาม ควรตระหนักว่า เป็นความผิดพลาดในการศึกษาพิจารณาของเราเอง มิใช่ธรรมะนั้นมีโทษ หลักธรรมทั้งหลายท่านตรัสไว้ดีแล้ว มีแต่คุณประโยชน์ถ้าทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับตน หากแต่ต้องยอมรับว่า โลกุตรธรรมนั้นเป็นของยาก ก็คงจะมีบ้างที่ความเข้าใจของผู้ศึกษาเอนเอียง เฉไฉไปบ้าง ไม่ถูกต้องถ่องแท้ตามความหมายที่แท้จริง จึงเกิดโทษบางประการ ดังกล่าว

     ถ้าศึกษาพิจารณาธรรมะใดแล้ว ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกในแง่ลบ หดหู่ กดดัน เคร่งเครียด จนเกินไป หรือสูญเสียแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตปกติไปอย่างมาก มีความเป็นไปได้สูงว่าการปฏิบัตินั้นจะผิดทาง หรืออาจไม่ผิดแต่ยังไม่เหมาะสมกับตน ขอให้ตั้งหลักให้ดีแล้วมองภาพรวมกว้างๆว่า เราศึกษาปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็เพื่อความสุขและความเจริญ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าปฏิบัติธรรมถูกทาง ต้องได้ปราโมทย์ (ความเบิกบานใจ)”

3. ไม่ควรละเลยการปฏิบัติด้านสมถกรรมฐาน

      ความสำเร็จในด้านสมาธินั้น น่าจะกล่าวได้กว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงสุขจากความสงบได้ด้วยตัวเองในปัจจุบัน ดังมีพุทธพจน์มากมายที่ตรัสสนับสนุนไว้ทั้งในด้านการเป็นฐานของปัญญาและในด้านความสุข เช่น “การประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข ที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ได้แก่ ความสุขในฌาน 4 …” (ปาสาทิกสูตร, 11/114-115), “… ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน …” (คาถาธรรมบท, 25/35) เป็นต้น

      จริงอยู่ที่การเจริญวิปัสสนาเพื่อถอนรากถอนโคนกิเลสนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของปัญญา หากแต่ถ้าปราศจากความสนับสนุนทางด้านสมาธิแล้ว ก็คล้ายกับการเข้าสู่สนามรบโดยปราศจากอาวุธที่ยอดเยี่ยม แม้อาจมีหวังจะชนะได้ ก็เป็นไปโดยยาก ดังจะเห็นได้จากในพระสูตรมากมายหลายบทที่ท่านกล่าวถึงการเจริญสมาธิเพื่อให้ได้ฌาน 4 ในลักษณะที่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อให้เกิดญาณทัสสนะ

      นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับสุขจากสมาธิอยู่เป็นประจำ (สามิสสุข) ความจำเป็นต้องพึ่งพาสุขจากสิ่งเสพบริโภคย่อมลดลง (อามิสสุข) ความโลภ การแก่งแย่ง ความขัดข้องใจต่างๆ ก็มักจะบรรเทาเบาบางลงไป จึงมีชีวิตที่เป็นสุขและสามารถจะมีศีลที่ดีได้โดยง่าย

      อย่างไรก็ตาม ตามหลักฐานในประไตรปิฎกพระอรหันต์ที่ไม่ได้ฌานสมาบัติก็มีอยู่ เช่น ในปุตตสูตร (21/47) ซึ่งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาได้จัดแบ่งพระอรหันต์ที่ไม่ได้ฌานสมาบัติว่า พระอรหันต์สุกขวิปัสสก (อาจารย์บางท่านกล่าวว่าได้ฌานเฉพาะในขณะจิตที่เกิดมรรคผล)

4. พึงนึกเสมอว่าพระพุทธศาสนาเป็น กรรมวาที วิริยะวาที

     ถือความเพียรพยายามเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในความเจริญก้าวหน้า ดังพุทธพจน์มากมายที่ตรัสถึงความเพียร อาทิเช่น

     บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าบุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลว มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี (คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘, 25/18)

     บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็ม
ได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ นักปราชญ์สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ (คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙, 25/19)

     ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้เกียจคร้านอาเกียรณ์ด้วยธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็นทุกข์ และย่อมยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้เสื่อมเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้สงัดจากธรรมอันเป็นบาปอกุศล ย่อมอยู่เป็นสุข และยังประโยชน์ของตนอันใหญ่ให้บริบูรณ์ได้ (ทสพลสูตรที่ ๒, 16/66)

5. ระวังการมองโลกในแง่ร้าย

      เมื่อได้ยินได้ฟังเนื้อหาบางตอนเช่น “กามเป็นทุกข์” “ทุกข์เสมอด้วยเบญจขันธ์ไม่มี” “สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง” ดังนี้แล้ว บางท่านเกิดความเห็นแล่นเลยเถิดไปว่าความสุขนั้นไม่มีอยู่จริงโดยสิ้นเชิง มองไปทางใดก็พบเจอแต่ทุกข์ ด้วยความเห็นนี้เขาย่อมละทิ้งสุขอันชอบธรรม แล้วเอาทุกข์เข้าท่วมทับตน ซึ่งเป็นทางดำเนินที่ผิดพลาด เสียประโยชน์ ในเบื้องต้นควรเข้าใจว่า “ทุกข์” ในที่นี้แปลโดยย่อว่า ความเป็นภาวะบีบคั้น คงสภาพอยู่ไม่ได้ หรือความเป็นของมีภัย ไม่อาจให้ความปลอดโปร่งใจ เป็นศัพท์ต่อเนื่องกับ อนิจจัง ความไม่เที่ยง เป็นการมองที่ตัวสภาวะความคงสภาพอยู่ไม่ได้ไม่ให้ความปลอดโปร่งใจแก่ผู้ยึดถือไว้ด้วยกิเลส อันเป็นสามัญลักษณะของโลก มิใช่มองแต่เพียงว่าเป็น ความทุกข์ระทม ขมขื่น ซึ่งเป็นความหมายอย่างแคบๆ

      การมองโลกในแง่ร้ายในลักษณะที่ว่าสิ่งต่างๆเป็นความทุกข์ทรมานนั้น ส่งผลให้เกิดความ “เบื่อหน่ายโลกด้วยโทสะ” ซึ่งทำให้ใจเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น ส่วนการ “เบื่อหน่ายโลกเพราะรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยนิพพิทาญาน” ทำให้ปลอดโปร่งเบิกบาน ทั้งสองกรณีนี้แม้โดยคำศัพท์อาจมีส่วนเหมือนกัน แต่แท้จริงความหมายที่ต้องการจะสื่อต่างกันอย่างตรงข้ามทีเดียว

      จึงจำเป็นที่จะต้องแยกให้ออกว่าการมองสิ่งทั้งหลายในโลกเป็นทุกข์นี้ เป็นการมองแบบเจาะลึกลงไปในขั้นสภาวะ (สภาวะสัจจะ) ไม่ได้เป็นการกล่าวตามความรู้สึกทั่วไป (สมมติสัจจะ) ซึ่งพุทธพจน์ที่ท่านตรัสตามความรู้สึกทั่วไปก็มีอยู่มากมาย เช่น “กามสุขในโลก และทิพยสุข ยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งความสุขคือความสิ้นตัณหา” (ราชสูตร, 25/12-13), ธรรมหมวดกามโภคีสุข 4 (สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี) เป็นต้น จะเห็นว่าท่านตรัสสุขหลายระดับ แม้แต่กามสุข พระพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นความสุข เพียงแต่ท่านเตือนว่ามีโทษมากและมีสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า

      นอกจากนี้พึงทราบว่า กรรมฐานที่ให้มองเห็นอะไรๆเป็นของไม่สวยไม่งาม (อสุภกรรมฐาน ปฏิกูลมนสิการ) เป็นการปฏิบัติในขั้นสมถะ ยังมองไปตามสมมติบัญญัติ เพียงแต่ถือเอาสมมติในแง่ที่จะมาใช้ข่ม ตัณหา ราคะ ที่ฟุ้งขึ้นให้สงบลง ส่วนในขั้นวิปัสสนา มองเห็นตามสภาวะแท้ๆ ตรงตามที่สิ่งทั้งหลายมันเป็นของมัน ตามเหตุปัจจัย เรียกว่า ตามความเป็นจริงในขั้นปรมัตถ์ ที่สิ่งทั้งหลาย ไม่มีงาม หรือไม่งาม เป็นแต่ธาตุทั้งหลายที่มาประกอบกันเข้า

      ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง มิใช่การมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งการมองโลกตามความเป็นจริงย่อมต้องมองทั้งสองระดับ คือ ในระดับของความรู้สึก ความรู้สึกสุข ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นสวยงามมีอยู่ในขั้นสมมติก็เข้าใจไปตามเป็นจริง (สมมติสัจจะ) ส่วนในระดับของสภาวะแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ซึ่งสิ่งทั้งหลายทั้งรูปธรรมและนามธรรม เป็นธาตุมาประกอบกันเข้า แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมองในแง่นี้ ก็เข้าใจไปตามความเป็นจริงเช่นกัน

6. การละ ไม่ใช่แค่ การเลิก และอาจไม่จำเป็นต้องเลิกก็ได้

      ควรพิจารณาทำความเข้าใจความหมายของการ “ละกิเลส” ให้ชัด การเพียรพยายามละกิเลสนั้น ไม่ใช่การฝืนข่มเลิกทำสิ่งนั้นแต่เป็นการปฏิบัติเพื่อละความติดใคร่กระหายอยากในสิ่งนั้นต่างหาก ดังพุทธพจน์

      “…อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของตน ส่วนว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมกำจัดความพอใจ ในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น” (นิพเพธิกสูตร, 22/334)

      ทั้งนี้ สุขใดเป็นความสุขอันชอบธรรมที่เหมาะสมแก่ตน ก็ไม่จำเป็นจะต้องทิ้งไปเสีย (ดู วิธีปฏิบัติต่อทุกข์-สุข 4) นอกจากว่างดเว้นสิ่งนั้นเพื่อเหตุผลในการขัดเกลาจิตใจบางประการ เช่น คฤหัสอาจเลิกรับประทานข้าวเย็นหรือเลิกทำสิ่งที่ชอบบางอย่างเพื่อดูกิเลสที่จะเกิดขึ้นให้ชัดและไม่หลงมัวเมา เป็นต้น ส่วนพระภิกษุย่อมต้องปฏิบัติตามวินัยสงฆ์อันเป็นเครื่องขัดเกลาอย่างประเสริฐอยู่แล้วเป็นปกติ ความสุขอันชอบธรรมของภิกษุท่านทรงแสดงไว้หลายแห่ง เช่น

      “แม้สมาธิในอานาปานสตินี้แลอันภิกษุอบรมทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นคุณสงบ ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับพลัน ดุจละอองและฝุ่นที่ฟุ้ง ขึ้นในเดือนท้ายฤดูร้อน …” (มหาวิภังค์ ภาค ๑, 1/174)

      “การประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข ที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ได้แก่ ความสุขในฌาน 4 ถ้านักบวชลัทธิอื่นกล่าวว่า สมณะศากยบุตร ประกอบตนให้ชุ่มด้วยความสุข 4 อย่างนี้ ก็พึงรับรองว่ากล่าวถูกต้อง” (ปาสาทิกสูตร, 11/114-115)

      “ดูกรนาคิตะ เธออย่าติดยศ และยศก็อย่าติดเรา ดูกรนาคิตะ ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบากซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ (สุขจากการบวข) สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่การตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ผู้นั้นชื่อว่าพึงยินดีสุขอันไม่สะอาด สุขในการหลับนอน และสุขที่อาศัยลาภสักการะและการสรรเสริญ ฯ” (ยสสูตร, 23/193)

      โดยคร่าวๆระดับขั้นของความสุขเรียงตามคุณภาพ คือ กามสุข ฌานสุข นิพพานสุข ตามหลักการ ผู้ใดเข้าถึงความสุขในระดับสูงกว่าย่อมปล่อยวางสุขระดับต่ำกว่าไปเอง

7. ศึกษาหลักธรรมสำคัญที่เป็นพื้นฐานให้เข้าใจเพียงพอก่อน

      เนื่องจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม กล่าวในภาพรวมแล้วล้วนมีวัตถุประสงค์ให้เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 เพื่อละวางเสียจากความยึดติดถือมั่นเสมอเหมือนกันทั้งสิ้น แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่มีความเข้าใจในหลักธรรมสำคัญอย่างเพียงพอ (อริยสัจ, โตรลักษณ์, ปฏิจจสมุปบาท, นิพพาน เป็นต้น) ก็อาจทำให้เกิดความไขว้เขวในการปฏิบัติได้ ตัวอย่างเช่น หลักไตรลักษณ์แม้จะเป็นหลักธรรมที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยครั้ง แต่มิใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่ายเลย ส่วนที่ง่ายมีเพียงลักษณะบางส่วนที่ตื้นและปรากฏชัดแก่สายตา เช่น เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆทั่วไป เห็นปัญหาความเป็นทุกข์ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม หลักไตรลักษณ์แสดงความเป็นจริงตามธรรมชาติของโลกในระดับที่ลึกซึ้งถึงสภาวะ อีกทั้งยังครอบคลุมเสมอกันไปหมด ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะทำความเข้าใจให้ถูกแท้ ทั้งนี้ ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานถ้าผู้ปฏิบัติก้าวไปถูกก็จะส่งเสริมความเข้าใจหลักธรรมต่างๆให้มากขึ้นพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในระดับหลักการเบื้องต้นควรที่จะมีให้ชัดไว้ก่อน เปรียบเสมือนสร้างตึกสูงต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคงนั่นเอง

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน