5.10 วิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา, มีแล้ว ก็ดับล่วงไป”

                ผู้เรียบเรียงขอเสนอแนวการวิปัสสนาในอีกสำนวนหนึ่งสำหรับเป็นทางเลือก โดยอาศัยแบบอย่างจากการพิจารณาสังขตธรรมของพระสารีบุตรที่ท่านแสดงไว้ใน อนุปทสูตร ซึ่งผู้เรียบเรียงมีความประทับใจเป็นพิเศษ ยกเนื้อหาบางส่วนในพระสูตรมาให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ดังนี้

                “… สารีบุตรก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงแล้ว มนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ ธรรมเหล่าใดในอากิญจัญญายตนะ คือ อากิญจัญญายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยที่เธอรู้ ปรากฏอยู่ก็รู้ ถึงความดับก็รู้ เธอพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นว่า ธรรมทั้งหลาย อย่างที่ทราบมา ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป …” (อนุปทสูตร, 14/153-165)

                ในการพิจารณาถึงความไม่เที่ยงของสังขตธรรมนั้น หลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ความจริงแล้วจะใช้อะไรเป็นอารมณ์ในการพิจารณาก็ได้ทั้งนั้น เพราะชื่อว่าสังขตธรรมแล้ว จะหยาบ หรือประณีต รูปธรรม หรือนามธรรม ก็ย่อมมีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกัน แต่ทว่า ถ้าสิ่งนั้นเป็นของธรรมดาๆ เช่น มองใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงลงจากต้น ก็มักจะเป็นการยากที่จะพิจารณาให้เกิดสติปัญญาอะไรได้มากนัก แต่ถ้าสิ่งนั้นมีความสำคัญ หรือมีความพิเศษแล้ว จะกระตุ้นเตือนให้เกิดสติปัญญาได้มากพอสมควร ในที่นี้จะใช้ “ความสุขจากสมาธิ” เป็นอารมณ์ในการพิจารณา

                ผู้ปฏิบัติพึงเจริญสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิเป็นอย่างน้อย หลังจากดื่มด่ำกับภาวะความสุขสงบประณีตของสมาธิแล้ว ให้น้อมเข้าสู่ภาควิปัสสนา พิจารณาสังขารธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ว่า แม้ความสุขจากสมาธิ อันเป็นภาวะที่ดีงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้ก็ไม่อาจพ้นจากความแปรปรวน เสื่อมสลายไป ใครก็ไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป” จะกล่าวไปใยกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข อันเป็นสุขในระดับที่ด้อยกว่า ในอีกด้านหนึ่งความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกขเวทนาต่างๆ ก็ไม่พ้นไปจากความแปรปรวน เสื่อมสลาย ไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เช่นเดียวกัน

                เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาจนพอสมควรแล้ว ก็เจริญสมาธิขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมาธิเจริญขึ้น ความสุขจากสมาธิอันประณีตก็เกิดขึ้นอีก เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นสังขตธรรม อันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีอัตตาตัวตนแก่นสารที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาสังขตธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ ด้วยความเพียรซ้ำๆอยู่อย่างนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อละสักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน)

                ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สามารถเจริญอุปจารสมาธิขึ้นได้ ลองยกเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน หรือประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นอารมณ์สำหรับการพิจารณาในแนวทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่รู้สึกหิว ให้ท่านนำอาหารที่ชอบรับประทานมากๆมาวางไว้ตรงหน้า เมื่อยังไม่ได้รับประทาน ความรู้สึกอยากรับประทานอาหารนั้น ย่อมเป็นทุกข์ เป็นเครื่องเสียดแทงของท่าน พิจารณาจนพอสมควรแล้วให้รับประทานอาหาร 1 คำ ความเอร็ดอร่อยและความพอใจในรสอาหารที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นของเกิดขึ้นเพียงชั่วคำกลืน แล้วก็ดับล่วงไป ไม่เป็นแก่นสารสาระที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมที่ผู้ใดจะเสกสรรบันดาลให้มันเกิดขึ้นเองลอยๆได้ เป็นแต่กระบวนธรรมอันเกิดขึ้นจากเหตุ เมื่อปรารถนาผลก็มีแต่ต้องทำที่เหตุ ในการรับประทานอาหารแต่ละคำ ให้ลองใช้เวลาหยุดคิดพิจารณาสังขตธรรมโดยความเป็นไตรลักษณ์ดังกล่าวมานี้

                เพื่อความเข้าใจมากขึ้น พึงพิจารณากระบวนธรรมที่เกิดขึ้นโดยความเป็นขันธ์ 5 คือ ร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป เป็นรูป, ความสุขที่ได้จากการรับประทาน เป็นเวทนา, ความหมายรู้ว่านี่คืออาหารที่เราชอบ เป็นสัญญา, ความติดใจในรสอาหารและความติดใจในสุขเวทนาที่ได้ เป็นสังขาร, ความรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น รู้รสอาหาร รู้กลิ่นอาหาร รู้ว่ากำลังกินอาหาร เป็นวิญญาณ เมื่อกล่าวในขั้นปรมัตถสัจจะ กระบวนธรรมนี้ย่อมไม่มีตัวผู้สิงสู่อยู่ครอง ไม่มีตัวผู้เสพเสวย เป็นแต่กระแสของรูปธรรมและนามธรรมมาประกอบกันเข้า เป็นอนัตตา อัตตาตัวตนมีอยู่เพียงในขั้นสมมติสัจจะเท่านั้น