5.12 ตัวอย่างแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน และสิ่งที่พึงระวัง

เริ่มต้นวิปัสสนากรรมฐานอย่างไร

      ผู้เรียบเรียงขอเสนอตัวอย่างแนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐานไว้สัก 2 สำนวน สำหรับเป็นทางเลือกในการเจริญจิตเจริญปัญญา โดยตัวอย่างแรก อาศัยแบบอย่างจากการพิจารณาสังขตธรรมของพระสารีบุตรที่ท่านแสดงไว้ใน อนุปทสูตร ตัวอย่างที่สอง จาก มหามาลุงโกยวาทสูตร อันมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นโทษของสิ่งซึ่งเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วน้อมจิตไปยังสิ่งซึ่งพ้นจากการปรุงแต่ง และหัวข้อที่สาม สิ่งที่พึงระวังอย่างยิ่งในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

 

1. วิปัสสนากรรมฐาน “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป”

      “… สารีบุตรก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงแล้ว มนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ ธรรมเหล่าใดในอากิญจัญญายตนะ คือ อากิญจัญญายตนสัญญา จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยที่เธอรู้ ปรากฏอยู่ก็รู้ ถึงความดับก็รู้ เธอพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นว่า ธรรมทั้งหลาย อย่างที่ทราบมา ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป …” (อนุปทสูตร, 14/153-165)

      ธรรมดาการพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขตธรรมนั้น หลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ความจริงจะใช้อะไรเป็นอารมณ์ในการพิจารณาก็ได้ทั้งนั้น เพราะชื่อว่าสังขตธรรมแล้ว จะหยาบ หรือประณีต รูปธรรม หรือนามธรรม ก็ย่อมมีสามัญลักษณะเสมอเหมือนกัน แต่ทว่า ถ้าสิ่งนั้นเป็นของธรรมดาๆ เช่น มองใบไม้เหี่ยวแห้งร่วงลงจากต้น ก็มักจะเป็นการยากที่จะพิจารณาให้เกิดสติปัญญาอะไรได้มากนัก (แต่สำหรับบางท่านก็ทำได้เช่น ปฏาจาราเถรี พิจารณาน้ำที่เถลงแล้วไหลไป เข้าใจว่าเป็นเฉพาะบุคคล) แต่ถ้าสิ่งนั้นมีความสำคัญ หรือมีความพิเศษแล้ว จะกระตุ้นเตือนให้เกิดสติปัญญาได้มากพอสมควร ในที่นี้จะใช้ “ความสุขจากสมาธิ” เป็นอารมณ์ในการพิจารณา

      ผู้ปฏิบัติพึงเจริญสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิเป็นอย่างน้อย หลังจากดื่มด่ำกับภาวะความสุขสงบประณีตของสมาธิแล้ว ให้น้อมเข้าสู่ภาควิปัสสนา พิจารณาสังขารธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ว่า แม้ความสุขจากสมาธิ อันเป็นภาวะที่ดีงามล้ำเลิศถึงเพียงนี้ก็ไม่อาจพ้นจากความแปรปรวน เสื่อมสลายไป ใครก็ไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ไม่มีแล้ว ก็มีแก่เรา มีแล้ว ก็ดับล่วงไป” จะกล่าวไปใยกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข อันเป็นสุขในระดับที่ด้อยกว่า ในอีกด้านหนึ่งความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกขเวทนาต่างๆ ก็ไม่พ้นไปจากความแปรปรวน เสื่อมสลาย ไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เช่นเดียวกัน

      เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาจนพอสมควรแล้ว ก็เจริญสมาธิขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมาธิเจริญขึ้น ความสุขจากสมาธิอันประณีตก็เกิดขึ้นอีก และต่อมาเมื่อออกจากสมาธิ ภาวะอันประณีตน่าพึงพอใจนั้นก็ล่วงหายไป เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นสังขตธรรม อันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีอัตตาตัวตนแก่นสารที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาสังขตธรรมทั้งหลายโดยความเป็นไตรลักษณ์ ด้วยความเพียรซ้ำๆอยู่อย่างนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อละสักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน, ความเห็นว่ามีอัตตาเที่ยงแท้อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

      ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สามารถเจริญอุปจารสมาธิขึ้นได้ ลองยกเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน หรือประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นอารมณ์สำหรับการพิจารณาในแนวทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ในเวลาที่รู้สึกหิว ให้ท่านนำอาหารที่ชอบรับประทานมากๆมาวางไว้ตรงหน้า เมื่อยังไม่ได้รับประทาน ความรู้สึกอยากรับประทานอาหารนั้น ย่อมเป็นทุกข์ เป็นเครื่องเสียดแทงของท่าน พิจารณาจนพอสมควรแล้วให้รับประทานอาหาร 1 คำ ความเอร็ดอร่อยและความพอใจในรสอาหารที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นของเกิดขึ้นเพียงชั่วคำกลืน แล้วก็ดับล่วงไป ไม่เป็นแก่นสารสาระที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมที่ผู้ใดจะเสกสรรบันดาลให้มันเกิดขึ้นเองลอยๆได้ เป็นแต่กระบวนธรรมอันเกิดขึ้นจากเหตุ เมื่อปรารถนาผลก็มีแต่ต้องทำที่เหตุ ในการรับประทานอาหารแต่ละคำ ให้ลองใช้เวลาหยุดคิดพิจารณาสังขตธรรมโดยความเป็นไตรลักษณ์ดังกล่าวมานี้

      เพื่อความเข้าใจมากขึ้น พึงพิจารณากระบวนธรรมที่เกิดขึ้นโดยความเป็นขันธ์ 5 คือ ร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป เป็นรูป, ความสุขที่ได้จากการรับประทาน เป็นเวทนา, ความหมายรู้ว่านี่คืออาหารที่เราชอบ เป็นสัญญา, ความติดใจในรสอาหารและความติดใจในสุขเวทนาที่ได้ เป็นสังขาร, ความรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัส เช่น รู้รสอาหาร รู้กลิ่นอาหาร รู้ว่ากำลังกินอาหาร เป็นวิญญาณ เมื่อกล่าวในขั้นปรมัตถสัจจะ กระบวนธรรมนี้ย่อมไม่มีตัวผู้สิงสู่อยู่ครอง ไม่มีตัวผู้เสพเสวย เป็นแต่กระแสของรูปธรรมและนามธรรมมาประกอบกันเข้า เป็นอนัตตา อัตตาตัวตนมีอยู่เพียงในขั้นสมมติสัจจะเท่านั้น

 

2. วิปัสสนากรรมฐาน “ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นประเสริฐสุด”

     “ดูกรอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ๕ เป็นไฉน? ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก (ความสงัดจากสิ่งที่ระคนด้วยกิเลส) เพราะละอกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน. เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้. เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมเป็นโอปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น (บรรลุอรหัตตผล หรืออนาคามีผล)” (มหามาลุงโกยวาทสูตร, 13/157)

     บทนี้เป็นการเจริญวิปัสสนาในแนวของสมถยานิก คือ เจริญกรรมฐานจนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อ ขอให้สังเกตว่าแม้ภาวะของฌานซึ่งเป็นภาวะที่น่าพึงพอใจกว่าภาวะปกติทั่วไป ท่านก็ยังตรัสโทษในภาวะของฌานนั้น และทรงชี้ให้เห็นว่าภาวะที่หลุดพ้นไปจากโทษนั้น ภาวะที่ประเสริฐสุดกว่านี้ เป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นบรมสุข มีอยู่

(ตามหลักการ ฌานสุขท่านจัดเป็นสุขที่เหนือกว่ากามสุข ส่วนนิพพานสุขอยู่ในระดับสูงสุด, ผู้เรียบเรียงเข้าใจว่า ผู้ที่ได้ฌานจะละกามสุขได้ง่ายเนื่องจากฌานสุขเป็นสุขระดับที่สูงกว่า ในพระสูตรบทนี้ ท่านจึงตรัสว่าจะบรรลุ อนาคามีผล หรืออรหัตตผล)

     ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ท่านแบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งได้ เนื่องอยู่ด้วยโลก เรียกว่า สังขตธรรม, สังขาร
  2. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ พ้นวิสัยของโลก เรียกว่า อสังขตธรรม, วิสังขาร

     เราจะสามารถพบสิ่งใดที่สามารถคงอยู่ยั่งยืนถาวร พ้นจากความเสื่อมทรุดโดยประการทั้งปวงหรือไม่? สิ่งทั้งปวงในโลกย่อมแปรปรวนด้วยความเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่น เป็นแกน หรือเป็นอัตตายืนโรงอยู่ ข้อนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็เริ่มที่จะพิสูจน์ได้ในระดับที่ลึกขึ้นตามลำดับ ดังเช่นเรื่องของธาตุ โมเลกุล อะตอม ที่สามารถแยกได้เล็กลงไปเรื่อยๆจนเรียกว่า ควาร์ก ซึ่งในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ก็อาจค้นพบว่ามันสามารถแยกให้ละเอียดกว่านี้ได้อีกก็เป็นได้ และตามที่ผู้เรียบเรียงเข้าใจ ในทฤษฎีส่วนใหญ่ อนุภาคเล็กๆเหล่านี้มีลักษณะที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลย

     นี่เป็นเรื่องในฝั่งของวิทยาศาสตร์ และเป็นเรื่องของรูปธรรม แต่ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งทั้งปวงในโลก จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม ย่อมอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เสมอเหมือนกัน ในอนัตตลักขณสูตร ท่านจึงทรงแสดงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ควรเห็นโดยความยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นเป็นอัตตาตัวตนแก่นสารของเรา

     ในเมื่อสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นธรรมชาติอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต้องการผล ก็ต้องทำที่เหตุ พึงพิจารณาขันธ์ 5 ไปตามลำดับ

    รูป : ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม เช่น สุขภาพร่างกาย จะแข็งแรง หรือเจ็บป่วย ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะมีสุขภาพดีแต่ไม่ทำเหตุให้สุขภาพดี ย่อมเป็นไปไม่ได้

    เวทนา : ความเสพรสอารมณ์ เช่น ความสุข ความทุกข์ ทั้งหลายในโลก ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะมีความสุขแต่ไม่ทำเหตุแห่งความสุข ย่อมเป็นไปไม่ได้

    สัญญา : ความจำได้หมายรู้ เช่น ความหมายรู้และทรงจำในประสบการณ์อันเป็นสุข ความหมายรู้และทรงจำในประสบการณ์อันเป็นทุกข์ ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะเลือกทรงจำเฉพาะประสบการณ์อันเป็นสุข ละทิ้งประสบการณ์อันเป็นทุกข์ โดยขัดกับเหตุปัจจัย ย่อมเป็นไปไม่ได้

    สังขาร : เครื่องปรุงแต่งคุณสมบัติของจิต เช่น ความโลภ/ไม่โลภ ความโกรธ/ไม่โกรธ ความหลง/ปัญญา ความเมตตา กรุณา เป็นต้น เจตนาอันเป็นกุศล เจตนาอันเป็นอกุศล ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะให้จิตใจมีแต่กุศล ละอกุศล แต่ไม่ทำเหตุแห่งความเจริญจิตเจริญปัญญา ย่อมเป็นไปไม่ได้

   วิญญาณ : ความรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และสิ่งที่ใจคิด ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตนต้องการ ไม่รับรู้สิ่งที่ตนไม่ต้องการ โดยขัดกับเหตุปัจจัย ย่อมเป็นไปไม่ได้

     แต่ธรรมซึ่งหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ พ้นไปจากความไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ นั้นก็มีอยู่ ดังที่ท่านตรัสว่า “… ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ …” (หมายถึง อสังขตธรรม, วิสังขาร, นิพพาน, อมตธาตุ ซึ่งเป็นศัพท์ที่มีมุ่งแสดงสิ่งเดียวกัน เป็นคำไวพจน์กัน)

    กล่าวคือ ร่ายกายและจิตใจของเรา รวมถึงสิ่งต่างๆในโลกเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ธรรมชาติใดถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เกิดเพราะเหตุปัจจัย แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นย่อมไม่อาจเข้าไปยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยกิเลสได้ ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นสงบ ประณีต ประเสริฐสุด เป็นบรมสุข

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า ข้อที่ว่าเรายังยึดถืออยู่จะเป็นผู้ไม่มีโทษนั้น จะมีอยู่บ้างหรือไม่หนอในโลก อริยสาวกนั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า ข้อที่ว่าเรายังยึดถืออยู่จะเป็นผู้ไม่มีโทษนั้น ไม่มีเลยในโลก” (ปิณโฑลยสูตร, 17/169)

 

สิ่งที่พึงระวังอย่างยิ่งในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

  1. ปล่อยวาง แต่ไม่ปล่อยปละละเลย : เมื่อศึกษาเรื่องการปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่นแล้ว ควรทำความเข้าใจให้ชัด มิใช่กลายเป็นว่า ไม่เอาเรื่องเอาราว ปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยปราศจากเป้าหมาย ต้องการผลแต่ไม่ทำเหตุที่ควรทำ ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านไปเปล่า ซึ่งถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง ที่ท่านว่าไม่ยึดติดนั้นหมายถึง ไม่ยึดติดถือมั่นด้วยกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
    ข้อนี้ผู้เรียบเรียงเองเคยมีปัญหาว่า เมื่อพิจารณาเรื่องความไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวงมากๆเข้าแล้ว เป็นเหตุให้แรงจูงใจในการดำเนินชีวิตลดลงอย่างมาก จนน่ากังวลว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อความสำเร็จทางโลกได้ จึงเตือนสติตัวเองให้กลับมาตั้งหลักให้ดี เพราะในความเป็นจริง ถ้าเรารู้สึกว่าการศึกษาธรรมะนั้น ก่อให้เกิดผลเสียไม่ว่าจะในแง่ใดๆก็ตาม ควรตระหนักว่า เป็นความผิดพลาดในการศึกษาพิจารณาของเราเอง มิใช่ธรรมะนั้นมีโทษ หลักธรรมทั้งหลายท่านตรัสไว้ดีแล้ว มีแต่คุณประโยชน์ถ้าทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง หากแต่ต้องยอมรับว่า โลกุตรธรรมนั้นเป็นของยาก ก็คงจะมีบ้างที่ความเข้าใจของผู้ศึกษาเอนเอียง เฉไฉไปบ้าง ไม่ถูกต้องถ่องแท้ตามความหมายที่แท้จริง จึงเกิดโทษบางประการ เช่น ทำให้แรงจูงใจในการดำเนินชีวิตลดลงจนอยู่ในระดับที่อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติดังกล่าว
    มีข้อที่น่าสนใจและควรทราบ คือ ในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เนื้อหาที่ทรงแสดงกับพระภิกษุและชาวบ้าน บางครั้งแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็มีระดับความลุ่มลึกแตกต่างกันอยู่พอสมควร ดังตัวอย่างใน อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ความโดยย่อว่า พระสารีบุตรกล่าวธรรมแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งกำลังป่วยหนักจวนเจียนจะสิ้นชีพ โดยมีใจความเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง กล่าวคือ ขันธ์ 5, สิ่งอื่นๆภายนอกทั้งรูปธรรมและนามธรรม, โลกนี้และโลกหน้า, รวมไปถึงประสบการณ์ต่างๆที่ได้รู้ ได้เห็น ได้พิจารณามา เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ท่านเศรษฐีซาบซึ้งในรสพระธรรมอย่างยิ่ง กล่าวว่าไม่เคยได้สดับธรรมเห็นปานนี้ พระอานนท์ตอบว่า ธรรมีกถาเห็นปานนี้ไม่แจ่มแจ้งแก่คฤหัสถ์ แต่แจ่มแจ้งแก่บรรพชิต (อนาถปิณฑิโกวาทสูตร, 14/720-740)
    แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงรอบคอบในการตรัสสอนเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยเป็นไปได้ว่า ท่านอาจแสดงธรรมลักษณะนี้แก่คฤหัสเพียงบางกรณีที่เหมาะสมเท่านั้น เมื่อเป็นดังนี้ ก็สมควรอย่างยิ่ง ที่เราจะศึกษาธรรมสำคัญข้อนี้ด้วยความระมัดระวัง และพยายามทำความเข้าใจให้ถูกต้อง โดยผู้เรียบเรียงมีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้
    – สัมมาอาชีวะ เป็น 1 ในองค์มรรค ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมต้องมีการเลี้ยงชีพชอบ อันสมควรแก่ตน (คฤหัส มีอาชีพที่สุจริต นักบวช ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัย)
    – การปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่น ก็เป็นเรื่องของการละกิเลสนั่นเอง คือ ไม่ยึดติดถือมั่นด้วยกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยึดติดถือมั่นในลักษณะที่เป็นกุศล เป็นแรงจูงใจที่มาจากฉันทะ คือ ความใฝ่ดี ก็มีอยู่ เช่น มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีตนที่ฝึกมาดีแล้วเป็นที่พึ่ง รวมไปถึงการมีเป้าหมายชีวิตบางอย่างที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ เป็นต้น
    – เป็นเรื่องธรรมดาที่ในเรื่องเดียวกัน เราอาจมีทั้งความยึดติดด้วยกิเลสและยึดติดด้วยฉันทะเจืออยู่ด้วยกัน เช่น ความยึดติดในตัวลูกของคนเป็นพ่อแม่ ซึ่งมีทั้งอยากให้ลูกของตนประสบความสำเร็จเพื่อที่ตนจะได้สุขสบายไปด้วย และความเมตตากรุณาแท้ๆที่มีต่อลูกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เจือปนอยู่ด้วยกัน
    – กิเลสในสิ่งใดที่เรายังละไม่ได้ สิ่งนั้นก็ชื่อว่ายังมีทั้งประโยชน์และโทษต่อเรา คฤหัสควรพิจารณาเสพบริโภคอย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้สิ่งนั้นไม่มีโทษหรือก่อโทษน้อยที่สุด
    – การประเมินตัวเองตามความเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งอาจจะเหมาะสมกว่าที่จะค่อยๆศึกษาปฏิบัติในธรรมที่ง่ายก่อน เช่น ทาน ศีล เมตตากรุณา แล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ โดยมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญ
  2. ระวังการมองโลกในแง่ร้าย : เมื่อได้ยินได้ฟังเนื้อหาบางตอนเช่น “…สิ่งต่างๆในโลกล้วนเป็นทุกข์…” “…การเกิดเป็นทุกข์…” “…ขันธ์ 5 เป็นทุกข์…” “…กามทั้งหลายเป็นทุกข์…” ดังนี้แล้ว บางท่านเกิดความเห็นแล่นเลยเถิดไปว่าความสุขนั้นไม่มีอยู่จริงโดยสิ้นเชิง มองไปทางใดก็พบเจอแต่ทุกข์ ด้วยความเห็นนี้เขาย่อมละทิ้งสุขอันชอบธรรม แล้วเอาทุกข์เข้าท่วมทับตน ซึ่งเป็นทางดำเนินที่ผิดพลาด เสียประโยชน์ ในเบื้องต้นควรเข้าใจว่า “ทุกข์” ในที่นี้แปลโดยย่อว่า ความคงสภาพอยู่ไม่ได้ เป็นศัพท์ต่อเนื่องกับ อนิจจัง ความไม่เที่ยง เป็นการมองที่ตัวสภาวะความคงสภาพอยู่ไม่ได้อันเป็นสามัญลักษณะของโลก มิใช่มองแต่เพียงว่าเป็น ความทุกข์ระทม ขมขื่น
    นอกจากนี้พึงทราบว่า กรรมฐานที่ให้มองเห็นอะไรๆเป็นของไม่สวยไม่งาม (อสุภกรรมฐาน ปฏิกูลมนสิการ) เป็นการปฏิบัติในขั้นสมถะ ยังมองไปตามสมมติบัญญัติ เพียงแต่ถือเอาสมมติในแง่ที่จะมาใช้ข่ม ตัณหา ราคะ ที่ฟุ้งขึ้นให้สงบลง ส่วนในขั้นวิปัสสนา มองเห็นตามสภาวะแท้ๆ ตรงตามที่สิ่งทั้งหลายมันเป็นของมัน ตามเหตุปัจจัย เรียกว่า ตามความเป็นจริงในขั้นปรมัตถ์ ที่สิ่งทั้งหลาย ไม่มีงาม หรือไม่งาม เป็นแต่ธาตุทั้งหลายที่มาประกอบกันเข้า
    ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง มิใช่การมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งการมองโลกตามความเป็นจริงย่อมต้องมองทั้งสองระดับ คือ ในระดับของความรู้สึก (สมมติสัจจะ) ซึ่งความรู้สึกสุข ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นสวยงาม มีอยู่จริง ก็เข้าใจไปตามเป็นจริง และในระดับของสภาวะแท้ (ปรมัตถสัจจะ) ซึ่งสิ่งทั้งหลายเป็นธาตุมาประกอบกันเข้า อยู่ในรูปของกระบวนธรรม เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมองในแง่นี้ ก็เข้าใจไปตามความเป็นจริงเช่นกัน
  3. ไม่มีอัตตามิใช่ขาดสูญ : การพิจารณาเรื่องอนัตตา ความไม่มีอัตตาตัวตนแก่นสารนั้น ถ้าเข้าใจพลาด ก็อาจกลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ คือเห็นว่าเป็นความขาดสูญ ซึ่งถ้าเลยเถิดไปถึงขนาดเห็นว่ากรรมดี กรรมชั่ว ไม่มีผล เช่นนี้ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิขั้นร้ายแรงที่ควรต้องรีบแก้ไข

    ถ้าศึกษาพิจารณาในเรื่องใดแล้ว ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกในแง่ลบ หดหู่ใจ กดดัน เคร่งเครียดจนเกินไป ขอให้ตั้งหลักให้ดีแล้วมองภาพรวมกว้างๆว่า เราศึกษาปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็เพื่อความสุขและความเจริญ ดังที่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าปฏิบัติธรรมถูกทาง ต้องได้ปราโมทย์ (ความเบิกบานใจ)”

 

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน