4.1 พระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร สรุป ย่อ แปล บรรลุโสดาบัน

พระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร (4/13-17)
(สมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทว), สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. ปฐมสมโพธิ)

                ปฐมเทศนา ซึ่งแสดงแก่ภิกษุเบญจวัคคีย์ ยังผลให้ท่านทั้ง 5 ได้บรรลุธรรม เป็นพระโสดาบัน

                “ภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขทั้งหลาย อันเป็นของๆปุถุชน ไม่กระทำสัตว์ให้เป็นอริยบุคคล ประการหนึ่ง, ความประกอบตนให้ยากลำบากเหน็ดเหนื่อย เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไม่ไปจากข้าศึกได้ ประการหนึ่ง”

                พระองค์เทศนามิจฉาปฏิบัติ คือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยคก่อน แล้วตรัสสัมมาปฏิบัติ มรรคาชอบ ทางพระนิพพาน ไม่เข้าไปใกล้ส่วนลามกทั้ง 2 อย่างนั้น ณ ภายหลังดังนี้ว่า

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาหนทางกลางนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้พร้อม ตื่นด้วยดีจากหลับคือกิเลส จะให้เบิกบานด้วยธรรมพิเศษในอริยวิสัย ย่อมเป็นไปเพื่อนิพพานดับไม่เหลือเหล่าเพลิงกิเลสมีราคะเป็นต้น เหล่ากองทุกข์มีชาติเป็นต้น, มัชฌิมาปฏิปทานั้นเป็นไฉน คือ มรรคาหนทางมีองค์ 8 อย่าง ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นมรรคาดีกว่ามรรคาทั้งปวงที่สัตว์ทั้งหลายดำเนินด้วยกาย วาจา ใจ กระทำปุถุชนคนหนาให้เป็นอริยะได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แลมัชฌิมาปฏิปทานั้น พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ คือ ปรีชาญาณ เป็นไปเพื่ออภิญญาสัมโพธนิพพาน”

                สมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นประธานนั้น เพื่อเป็นญาณจักษุสามารถฆ่ากิเลสได้โดยสมุทเฉทปหาน จึงตรัสเทศนาอริยสัจ 4

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล ทุกขอริยสัจ แม้ชาติความเกิดด้วยขันธ์ 5, ขันธ์ 1, ขันธ์ 4 ชื่อว่าชาติความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ชรา แม้มรณะ แม้ความโศกเศร้าแห้งใจ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บกาย ไม่สบายจิต ก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ตนไม่รักใคร่ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากไปจากสิ่งที่ตนรักใคร่ก็เป็นทุกข์ สัตว์นั้นๆเมื่อปรารถนามุ่งหมายทะยานอยากอยู่และไม่ได้สมหวัง ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อแล้ว อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งปวงย่นลงในอุปาทานขันธ์ทั้ง 5”

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ เหตุที่ให้ผลเกิดพร้อมแห่งทุกข์ ตัณหาเครื่องดิ้นรน อันกระทำความเกิดอีกเป็นปกติ ไปพร้อมแล้วด้วยนันทิราคะ ความกำหนัดด้วยความเพลิน คุมอยู่ด้วยแล้ว มักเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ความกำหนัดที่เกิดในกามคุณทั้ง 5, ภวตัณหา ความกำหนัดที่ไปพร้อมด้วยทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงยั่งยืน ดิ้นรนในความมีความเป็น, วิภวตัณหา ความกำหนัดที่ไปพร้อมด้วยทิฏฐิว่าความขาดสูญ ดิ้นรนในความไม่มีไม่เป็น, ตัณหาที่กำหนดโดยอาการที่เป็นไป 3 อย่างนี้ เป็นสมุทัยให้ผลเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน นำปฏิสนธิในภพน้อยใหญ่”

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล ทุกขนิโรธอริยสัจ ความดับทุกข์ไม่มีเหลือ ความปราศย้อม ความสละเสีย ความปล่อยเสีย ความไม่ติดอยู่ไม่พัวพันอยู่ ความที่ตัณหาเหตุแห่งทุกข์นั้น มาดับสนิทเสียได้ เป็นทุกขนิโรธ”

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา มรรคมีองค์ 8 อันให้สัตว์ผู้ปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นอริยะไปจากข้าศึก อันนี้นี่แล อันนี้อย่างเดียว ไม่ใช่มรรคาอื่น คือ สัมมาทิฏฐิ, … , สัมมาสมาธิ”

                สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นเครื่องค้ำจุน เป็นฐานรองรับที่เป็นไปแห่งสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นประธานแห่งมรรคนั้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว พระองค์ตรัสซึ่งญาณของพระองค์อันเกิดขึ้นแล้วในอริยสัจ 4 นั้น มีปริวัฏเวียนไปสัจจะละ 3 มีอาการ 12 คือ สัจจญาณ (รู้ว่าคืออะไร), กิจจญาณ (รู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร), กตญาณ (รู้ว่าได้ปฏิบัติสำเร็จแล้ว)

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชาความรู้แจ้งได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา ณ กาลก่อน กล่าวคือ
(1.1) ทุกข์ เป็นดังนี้ (1.2) ทุกข์ อันบุคคลพึงกำหนดรู้ (1.3) ทุกข์เราได้กำหนดรู้แล้ว
(2.1) สมุทัย เป็นดังนี้ (2.2) สมุทัย อันบุคคลพึงมละเสีย (2.3) สมุทัย เรามละเสียแล้ว
(3.1) นิโรธ เป็นดังนี้ (3.2) นิโรธ อันบุคคลพึงกระทำให้แจ้ง (3.3) นิโรธ เรากระทำให้แจ้งแล้ว
(4.1) มรรค เป็นดังนี้ (4.2) มรรค อันบุคคลพึงให้มีให้เจริญ (4.3) มรรค เราได้ให้มีให้เจริญแล้ว”

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่กาลใดแล ยถาภูตญาณทัสสนะ ปัญญาอันรู้เห็นจริงแท้ มีปริวัฏ 3 มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 เหล่านี้ของเรา เป็นญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์หมดจดพิเศษแล้ว เมื่อนั้นเราตถาคตจึงปฏิญญาตน ในโลกกับทั้งเทพดา มาร หรหม หมู่สัตว์ทั้งสมณพราหมณ์ มนุษย์ ว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมแล้วซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ ปัญญาอันรู้อันเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ความพ้นพิเศษของเราไม่กำเริบ ไม่มีที่จะเสื่อมถอยคืนคลาย ชาติความเกิดด้วยเป็นอัตภาพเบญจขันธ์ของเราชาตินี้มี ณ ที่สุดแล้ว บัดนี้ความเกิดอีกของเรามิได้มี”

                สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนาให้พระอนุตรธรรมจักรเป็นไป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ด้วยประการฉะนี้ ก็แลเมื่อธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาอยู่ จักษุในธรรมได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระโกณฑัญญะว่า ไตรวัฏ คือ กิเลส กรรม วิบาก อันใดที่มีกิเลสเกิดขึ้นพร้อมเป็นธรรมดา ไตรวัฏทั้งปวงนั้น ก็เป็นของมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ พระโกณฑัญญะบรรลุพระโสดาปัตติผลญาณ เป็นปฐมมนุษย์พุทธสาวก