5.12.4 ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นประเสริฐสุด (มหามาลุงโกยวาทสูตร)

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน “ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นประเสริฐสุด”

     “ดูกรอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ๕ เป็นไฉน? ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก (ความสงัดจากสิ่งที่ระคนด้วยกิเลส) เพราะละอกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน. เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้” (มหามาลุงโกยวาทสูตร, 13/157)

     บทนี้เป็นการเจริญวิปัสสนาในแนวของสมถยานิก คือ เจริญกรรมฐานจนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อ แต่ผู้ที่ไม่ได้ฌานก็สามารถได้ประโยชน์จากพระสูตรบทนี้ได้ ขอให้สังเกตว่าแม้ภาวะของฌานซึ่งเป็นภาวะที่น่าพึงพอใจกว่าภาวะปกติทั่วไปมาก ท่านก็ยังตรัสโทษในภาวะของฌานนั้น และทรงชี้ให้เห็นว่าภาวะที่หลุดพ้นไปจากโทษนั้น ภาวะที่ประเสริฐสุดกว่านี้ เป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นบรมสุข มีอยู่ (ตามหลักการ ฌานสุขท่านจัดเป็นสุขที่เหนือกว่ากามสุข ส่วนนิพพานสุขอยู่ในระดับสูงสุด)

     ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ท่านแบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งได้ เนื่องอยู่ด้วยโลก เรียกว่า สังขตธรรม, สังขาร
  2. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ พ้นวิสัยของโลก เรียกว่า อสังขตธรรม, วิสังขาร

     เราจะสามารถพบสิ่งใดที่สามารถคงอยู่ยั่งยืนถาวร พ้นจากความเสื่อมทรุดโดยประการทั้งปวงหรือไม่? สิ่งทั้งปวงในโลกย่อมแปรปรวนด้วยความเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่น เป็นแกน หรือเป็นอัตตายืนโรงอยู่ ข้อนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็เริ่มที่จะพิสูจน์ได้ในระดับที่ลึกขึ้นตามลำดับ ดังเช่นเรื่องของธาตุ โมเลกุล อะตอม ที่สามารถแยกได้เล็กลงไปเรื่อยๆจนเรียกว่า ควาร์ก ซึ่งในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ก็อาจค้นพบว่ามันสามารถแยกให้ละเอียดกว่านี้ได้อีกก็เป็นได้ และตามที่ผู้บันทึกเข้าใจ ในทฤษฎีส่วนใหญ่ อนุภาคเล็กๆเหล่านี้มีลักษณะที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลย

     นี่เป็นเรื่องในฝั่งของวิทยาศาสตร์ และเป็นเรื่องของรูปธรรม แต่ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งทั้งปวงในโลก จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม ย่อมอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เสมอเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงทรงแสดงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ควรเห็นโดยความยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นเป็นอัตตาตัวตนแก่นสารของเรา

     ในเมื่อสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นธรรมชาติอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต้องการผล ก็ต้องทำที่เหตุ พึงพิจารณาขันธ์ 5 ไปตามลำดับ

    รูป : ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรม เช่น สุขภาพร่างกาย จะแข็งแรง หรือเจ็บป่วย ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะมีสุขภาพดีแต่ไม่ทำเหตุให้สุขภาพดี ย่อมเป็นไปไม่ได้

    เวทนา : ความเสพรสอารมณ์ เช่น ความสุข ความทุกข์ ทั้งหลายในโลก ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะมีความสุขแต่ไม่ทำเหตุแห่งความสุข ย่อมเป็นไปไม่ได้

    สัญญา : ความจำได้หมายรู้ เช่น ความหมายรู้และทรงจำในประสบการณ์อันเป็นสุข ความหมายรู้และทรงจำในประสบการณ์อันเป็นทุกข์ ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะเลือกทรงจำเฉพาะประสบการณ์อันเป็นสุข ละทิ้งประสบการณ์อันเป็นทุกข์ โดยขัดกับเหตุปัจจัย ย่อมเป็นไปไม่ได้

    สังขาร : เครื่องปรุงแต่งคุณสมบัติของจิต เช่น ความโลภ/ไม่โลภ ความโกรธ/ไม่โกรธ ความหลง/ปัญญา ความเมตตา กรุณา เป็นต้น เจตนาอันเป็นกุศล เจตนาอันเป็นอกุศล ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะให้จิตใจมีแต่กุศล ละอกุศล แต่ไม่ทำเหตุแห่งความเจริญจิตเจริญปัญญา ย่อมเป็นไปไม่ได้

   วิญญาณ : ความรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และสิ่งที่ใจคิด ย่อมเป็นเพราะเหตุปัจจัย ปรารถนาจะรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตนต้องการ ไม่รับรู้สิ่งที่ตนไม่ต้องการ โดยขัดกับเหตุปัจจัย ย่อมเป็นไปไม่ได้

     แต่ธรรมซึ่งหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ พ้นไปจากความไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ นั้นก็มีอยู่ ดังที่ท่านตรัสว่า “… ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ …” (หมายถึง อสังขตธรรม, วิสังขาร, นิพพาน, อมตธาตุ ซึ่งเป็นศัพท์ที่มีมุ่งแสดงสิ่งเดียวกัน เป็นคำไวพจน์กัน)

    กล่าวคือ ร่ายกายและจิตใจของเรา รวมถึงสิ่งต่างๆในโลกเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ธรรมชาติใดถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เกิดเพราะเหตุปัจจัย แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่อัตตาตัวตนที่จะควบคุมบัญชาให้มันเป็นอย่างไรๆตามต้องการได้ ธรรมชาตินั้นย่อมไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยกิเลส ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นสงบ ประณีต ประเสริฐสุด เป็นบรมสุข

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า ข้อที่ว่าเรายังยึดถืออยู่จะเป็นผู้ไม่มีโทษนั้น จะมีอยู่บ้างหรือไม่หนอในโลก อริยสาวกนั้นย่อมรู้อย่างนี้ว่า ข้อที่ว่าเรายังยึดถืออยู่จะเป็นผู้ไม่มีโทษนั้น ไม่มีเลยในโลก” (ปิณโฑลยสูตร, 17/169)

วิปัสสนาไม่ยึดติดถือมั่น