13) ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นประเสริฐสุด

แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน “ธรรมชาติใดพ้นจากเหตุปัจจัย ธรรมชาตินั้นประเสริฐสุด”

     “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ฯลฯ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมทำจิตให้กลับจากธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว เธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย … ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองก้อนดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆได้แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล …” (ฌานสูตร, ๒๓/๒๔๐)

     “ดูกรอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน? ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก เพราะละอกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน. เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิทเป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้. เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย …” (มหามาลุงโกฺยวาทสูตร, ๑๓/๑๕๗)

     พุทธพจน์ทั้งสองบทนี้เป็นการเจริญวิปัสสนาในแนวของสมถยานิก คือ เจริญกรรมฐานจนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อในฌาน แต่ผู้ที่ไม่ได้ฌานก็พอจะพิจารณาเพื่อศึกษาหลักการและแนวทางของพระสูตรนี้ได้ ขอให้สังเกตว่าแม้ภาวะของฌานซึ่งเป็นภาวะที่น่าพึงพอใจกว่าภาวะปกติทั่วไปอย่างมาก ท่านก็ยังตรัสให้พิจารณาโทษในภาวะของฌานนั้น และทรงชี้ให้เห็นว่าภาวะที่หลุดพ้นไปจากโทษที่ยังเหลืออยู่ ภาวะที่ประเสริฐสุด เป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นบรมสุข นั้นมีอยู่ (ตามหลักการ ฌานสุขท่านจัดเป็นสุขที่เหนือกว่ากามสุข ส่วนนิพพานสุขอยู่ในระดับสูงสุด)

     ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย ท่านแบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งได้ เนื่องอยู่ด้วยโลก เรียกว่า สังขตธรรม, สังขาร
  2. ธรรมชาติใดเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ พ้นวิสัยของโลก เรียกว่า อสังขตธรรม, วิสังขาร (อสังขตธรรม, วิสังขาร, อมตธาตุ, นิพพาน ฯลฯ เป็นศัพท์ที่มีมุ่งแสดงสิ่งเดียวกัน เป็นคำไวพจน์กัน)

     เราจะสามารถพบสิ่งใดที่สามารถคงอยู่ยั่งยืนถาวร พ้นจากความเสื่อมทรุดโดยประการทั้งปวงหรือไม่? สิ่งทั้งปวงในโลกย่อมแปรปรวนด้วยความเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลาเป็นปกติ ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่น เป็นแกน หรือเป็นอัตตายืนโรงอยู่ ข้อนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็เริ่มที่จะพิสูจน์ได้ในระดับที่ลึกขึ้นตามลำดับ ดังเช่นเรื่องของธาตุ โมเลกุล อะตอม ที่สามารถแยกได้เล็กลงไปเรื่อยๆจนเรียกว่า ควาร์ก ซึ่งในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ก็อาจค้นพบว่ามันสามารถแยกให้ละเอียดกว่านี้ได้อีกก็เป็นได้ และในทฤษฎีส่วนใหญ่ อนุภาคเล็กๆเหล่านี้มีลักษณะที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลย

     นี่เป็นเรื่องในฝั่งของวิทยาศาสตร์ และเป็นเรื่องของรูปธรรม แต่ในทางพระพุทธศาสนา สิ่งทั้งปวงในโลก จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม ย่อมอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เสมอเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง คงสภาพอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ควรเห็นโดยความยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นเป็นอัตตาตัวตนแก่นสารของเรา

     แม้แต่ในขณะแห่งความสุขอย่างเลิศ คือ ฌานสุข ตามสภาวะก็ไม่พ้นไปจากไตรลักษณ์ไปได้ สิ่งใดถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เกิดดับแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย จึงยังเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์เพราะเป็นภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยเหตุปัจจัยอยู่เสมอ ไม่ใช่อัตตาตัวตนที่จะควบคุมบัญชาให้มันเป็นอย่างไรๆตามต้องการได้ และสิ่งนั้นก็ย่อมไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นไว้ด้วยกิเลส ส่วนสิ่งใดพ้นจากเหตุปัจจัย สิ่งนั้นสงบ ประณีต ประเสริฐสุด เป็นบรมสุข

     แต่ทว่า สภาวธรรมที่ลึกซึ้งเช่นนี้ หากปราศจากประสบการณ์เชิงประจักษ์โดยเฉพาะในด้านความสุขสงบจากสมาธิแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำความเข้าใจ และยากอย่างยิ่งที่จะเข้าถึงอย่างแจ่มแจ้งสิ้นสงสัย

     กล่าวอารัมภบทพอสมควรแล้ว บัดนี้จะพิจารณาเนื้อหาของพระสูตรโดยตรง จะเห็นว่าลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่พระองค์ทรงแสดงไว้ เป็นดังนี้

  • สงบอกุศลธรรม
  • เข้าฌาน
  • พิจารณาสังขารธรรมที่มีในฌานว่า แม้สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
  • พิจารณาว่าภาวะที่พ้นไปจากความปรุงแต่งสังขารโดยประการทั้งปวงนั่นแหละ ประเสริฐสุด

     โดยปกติคนเราย่อมใฝ่ใจในสิ่งที่ให้ความสุขแก่ตน สิ่งใดยิ่งให้สุขมากก็ยิ่งใฝ่หาสิ่งนั้นมาก ฉะนั้นแล้ว การจะละความยึดติดถือมั่นในวิถีแบบเดิมๆ คือ การยึดติดในสุขทางโลกทั้งหลาย จะเกิดขึ้นได้ด้วยความยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริงไม่ใช่ด้วยการฝืนข่ม ก็ต่อเมื่อได้พบวิถีใหม่ซึ่งดีเลิศยิ่งกว่า และถ้าวิถีใหม่ที่ว่านั้นดีเลิศสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ การจะละจากวิถีเดิมอย่างสิ้นเชิง ชนิดถอนรากถอนโคน ย่อมเป็นไปได้

     การพิจารณาในแนวทางของพระสูตรสองบทนี้ก็เช่นเดียวกัน แม้ตัวท่านผู้ปฏิบัติจะสามารถเข้าถึงฌานสุขแล้ว (ภาคสมถะ) แต่เมื่อพิจารณาว่า สุขนี้ยังไม่หมดจด ยังไม่พ้นทุกข์สิ้นเชิง ก็น้อมจิตไปยังความหลุดพ้นเพื่อสัมผัสสุขที่ประณีตหมดจด พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง  (ภาควิปัสสนา) เมื่อได้ประจักษ์แจ้งด้วยประสบการณ์ตรงเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะโน้มน้อมไปสู่สิ่งที่ประเสริฐกว่าไปเอง

     แม้ผู้ที่ไม่ได้ฌาน (ตัวผู้จดบันทึกในระยะหลังมีปัญหาสุขภาพจึงไม่เคยได้ฌานเลย) ก็อาจใช้เพียงอุปจารสมาธิ หรือแม้แต่ยกเอาความสุขอื่นๆมาตั้งพิจารณาเทียบเคียงกับความพ้นไปจากสังขตธรรมก็ได้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยบ่งชี้ว่าความสำเร็จของแนวทางนี้มีหวังจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าตัวผู้ปฏิบัติจะสามารถใช้ปัญญาคิดพิจารณาโดยแยบคายในการเจริญวิปัสสนา เพื่อเห็นตามความเป็นจริงว่าสุขใดๆในโลก ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วละความยึดติดถือมั่นในสังขตธรรม น้อมจิตไปยังอสังขตธรรม จนเกิดความสงบสุขประณีตขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด (มีศัพท์เฉพาะว่า ตทังควิมุตติ) ถ้ามีพื้นความเข้าใจถูกต้องและสามารถเจริญวิปัสสนาให้เกิดความสุขประณีตขึ้นได้พอสมควร เป้าหมายอันประเสริฐคงพอหวังได้

     พึงมองเห็นความสุขประณีตอันเกิดจากการเห็นไตรลักษณ์ ไม่ยึดติดถือมั่น ปลอดพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวงนี้แหละ เป็นทางประเสริฐอันเชื่อมไปสู่นิพพาน แม้ว่าในขั้นต้นความสุขนี้อาจยังมีกำลังน้อย เพราะกิเลสสงบลงเพียงเล็กน้อย และเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ คล้ายกับเป็นเสี้ยวหนึ่งของนิพพานก็ตาม

บทความที่เกี่ยวข้อง : สติปัฏฐาน 4

วิปัสสนาไม่ยึดติดถือมั่น