5.14 ข้อจำกัดของภาษาและการทำความเข้าใจปรมัตถธรรม

ภาษาในพุทธศาสนาสมมติสัจจะปรมัตถสัจจะ

บทนำ

      ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ภาษานั้น ถ้ามองว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างหนึ่งแล้ว ก็เป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัดอยู่ในตัว ภาษาไม่สามารถส่องแสดงสิ่งที่ต้องการไปสู่ผู้รับได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเพียงสื่อกลางที่ถูกสมมติขึ้นเพื่อให้มนุษย์ในสังคมๆหนึ่งเกิดประโยชน์ในด้านการสื่อสารเท่านั้น เมื่อธรรมชาติของภาษามีข้อจำกัดเช่นนี้ อีกทั้งกาลเวลาและยุคสมัยก็ได้ล่วงผ่านไปเนิ่นนาน การที่ผู้รับสารในปัจจุบันสมัย จะทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้ส่งสารในอดีตต้องการจะสื่อ ก็มิใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าข้อมูลข่าวสารหรือองค์ความรู้ที่สืบทอดมานั้น มีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่น พระธรรมแห่งพระพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐสุด เป็นส่วนยอดสูงสุดและก็เป็นส่วนที่เข้าใจยากที่สุดเช่นกัน

      บทความนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อจำกัดของภาษาตามความเป็นจริง พร้อมทั้งให้ข้อมูลในประเด็นปัญหาด้านภาษาที่สำคัญบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ในการศึกษาพระพุทธศาสนา โดยหวังว่าจะช่วยสนับสนุนความเข้าใจ และลดข้อติดขัดบางประการ อันอาจเกิดขึ้นจากข้อจำกัดของภาษาลงได้บางส่วน

เนื้อหา

      ความเข้าใจในด้านการใช้ภาษานั้น ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาหลักธรรมที่ลึกซึ้งแห่งพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากหลัก ปฏิสัมภิทา 4 อันประกอบด้วย อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในความหมาย) ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในเชิงภาษา) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณไหวพริบ) กล่าวคือ ในพระพุทธศาสนาพระอรหันต์ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานอย่างยิ่งนั้น นอกจากความรู้ความเข้าใจที่ประจักษ์แจ้งในตัวหลักธรรมทั้งหลาย และมีปฏิภาณไหวพริบในการอธิบายธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นยังจะต้องมีความแตกฉานใน “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ความสามารถในเชิงการใช้ภาษาด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานอย่างยิ่ง

      การศึกษาพุทธศาสนาจึงไม่ควรประมาทในด้านภาษา จะขอยกตัวอย่างพระสูตร 2 บท ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง ความสุขจากกามคุณ 5 เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นข้อจำกัดของภาษา ดังนี้

      ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่า เป็นคุณแห่งกามทั้งหลาย คือ กามคุณ ๕ ประการนี้ กามคุณ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปที่จะพึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ๒. เสียงที่จะพึงรู้แจ้งทางหู … ๓. กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งทางจมูก … ๔. รสที่จะพึงรู้แจ้งทางลิ้น … ๕. โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด

      กามคุณมี ๕ ประการนี้แล การที่สุข โสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ ประการ นี้ชื่อว่าเป็นคุณแห่งกามทั้งหลาย

(ม.มู. (จุฬา) 12/166/165-176)

      มาคัณฑิยะ กามทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในอดีตก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก ในอนาคต กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก แม้ในปัจจุบัน กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเกาะกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนที่เกิดเพราะกามแผดเผาอยู่ มีอินทรีย์ถูกกามกำจัดแล้ว กลับเข้าใจกามซึ่งมีสัมผัสเป็นทุกข์ว่าเป็นความสุขไป

(ม.ม. 13/214/245-259)

      จะเห็นว่าบทแรกท่านตรัสว่า สุข โสมนัส เป็นคุณของกาม ส่วนบทที่สองท่านตรัสว่า กามทั้งหลายมีสัมผัสเป็นทุกข์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่สัตว์เข้าใจผิดไปว่าเป็นสุข พระสูตรทั้งสองบทนี้ ถ้าตีความโดยตรงตามตัวอักษรก็จะคล้ายกับว่ามีเนื้อหาขัดแย้งกันเอง บทหนึ่งกามเป็นสุข อีกบทหนึ่งกามเป็นทุกข์แต่เข้าใจผิดว่าสุข จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในการทำความเข้าใจ ถ้าผู้ศึกษาไม่มีพื้นฐานที่ดีพอ ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจที่คลุมเครือ ผิดพลาด หรือมองว่าคัมภีร์มีเนื้อหาขัดแย้งกันเอง ไม่เกิดความกระจ่างในการศึกษาทำความเข้าใจได้ ซึ่งกรณีนี้เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง สัจจะ 2 ระดับ โดยผู้วิจัยจะกล่าวถึงอีกครั้งในตอนถัดไป ในที่นี้เพียงยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นข้อจำกัดของภาษาก่อน

      สาเหตุของปัญหานี้ นอกจากเหตุเพราะความลึกซึ้งของธรรมแล้ว ยังเกิดจากภาษาซึ่งมีข้อจำกัดอยู่ในตัว เนื่องจากภาษาเป็นเพียงสื่อกลางในการแสดงความหมายของสิ่งต่างๆ ภาษาไม่สามารถแสดงความหมายของสิ่งนั้นได้ตรงตามความเป็นจริงเสมอไปในทุกกรณี ข้อความเดียวกันส่งไปถึงผู้รับหลายคน ต่างคนก็ต่างตีความทำความเข้าใจไปตามความเห็นของตน ซึ่งผู้รับแต่ละคนอาจเข้าใจไม่ตรงกัน และบางครั้งอาจไม่ตรงตามความหมายที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อออกไป

      นอกจากนี้ในการแสดงเรื่องที่มีสาระอย่างเดียวกัน แต่แสดงต่างโอกาส กับผู้ฟังที่มีจริตต่างกัน เพื่อหวังประโยชน์ของบุคคลผู้นั้นหรือหมู่คณะนั้น ท่านย่อมทรงแสดงด้วยสำนวนที่เหมาะกับผู้ฟัง ณ ที่นั้นเป็นหลัก (ดังพระสูตร 2 บทข้างต้น) ทำให้เราจะพบได้ว่าบางครั้งในคัมภีร์ที่แสดงเนื้อหาสาระในเรื่องเดียวกัน แต่มีสำนวนแตกต่างกันไปได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น การแสดงอรรถของนิพพาน จะเห็นว่าท่านได้ทรงแสดงไว้หลากหลายสำนวนอย่างยิ่ง คำที่เป็นไวพจน์ของนิพพาน ก็มีมากมายหลายสิบคำ คำที่มักพบบ่อย เช่น นิโรธ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ วิราคะ อสังขตะ อมตธาตุ อโรคยา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ถ้าภาษาเป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้โดยสมบูรณ์แล้ว จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หลากหลายสำนวน เพื่อให้เหมาะกับจริตของผู้ฟังแต่ละกลุ่มเลย และยิ่งสิ่งที่ต้องการสื่อสารนั้นลึกซึ้งมากเพียงใด ปัญหาด้านข้อจำกัดของภาษาก็จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเพียงนั้น ทั้งนี้ ยังมิได้กล่าวถึงอุปสรรคด้านสำนวนภาษาของแต่ละชนชาติและแต่ละยุคสมัยที่ล่วงผ่านไปอีกด้วย

      ดังที่นักปราชญ์บางท่านยกตัวอย่าง เต่าบรรยายสภาพแวดล้อมบนบกให้ปลาฟัง ปลาก็ยากจะเข้าใจและเห็นภาพตรงตามสิ่งที่เต่าต้องการจะสื่อ เพราะภาษาไม่ได้แสดงประสบการณ์โดยตรงแก่ผู้รับ ภาษาเป็นเพียงสื่อกลางที่ผู้ส่งสื่อสารกับผู้รับด้วยถ้อยคำที่สมมติขึ้นมาเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะอธิบายสิ่งที่อยู่นอกเหนือกว่าประสบการณ์ของผู้ฟัง ให้ผู้ฟังรู้เห็นตาม จึงมิใช่เรื่องง่าย

      ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อแสดงข้อจำกัดของภาษา ท่านผู้อ่านอาจลองจินตนาการว่า มีเพื่อนชาวต่างชาติที่ไม่เคยรู้จักผลไม้ที่ชื่อทุเรียนมาก่อนเลย ท่านจะอธิบายด้วยคำพูดให้เขารู้จักผลไม้ที่ชื่อทุเรียนอย่างไร อาจกล่าวว่าเปลือกมีลักษณะเช่นนี้ เนื้อมีลักษณะเช่นนี้ รับประทานแล้วรสชาติและกลิ่นเป็นเช่นนี้ จะเห็นว่าคงจะสื่อสารกันได้ไม่ง่ายนักและมีความเข้าใจกันเพียงบางส่วน ลักษณะของทุเรียนในจินตนาการของเพื่อนชาวต่างชาตินั้น อาจใกล้เคียงความเป็นจริงสัก 50% หรือ 80-90% ถ้าผู้อธิบายมีทักษะการสื่อสารดี แต่ไม่สามารถสมบูรณ์แบบตรงตามความเป็นจริงทั้ง 100% ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะภาษาเป็นเพียงสื่อกลาง มันไม่ได้แสดงประสบการณ์ตรงแก่ผู้รับ ดังกล่าวแล้วข้างต้น

      สุภาษิตของนิกายเซนบทหนึ่งจึงกล่าวว่า “ภาษาเปรียบเสมือนนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์” ในบางครั้งการอธิบายสิ่งที่ยาก ถ้าผู้ฟังติดอยู่แต่เพียงในสำนวนภาษา ไม่สามารถเข้าถึงสาระที่ผู้อธิบายต้องการแสดง ก็เปรียบเสมือนการมองติดอยู่เพียงแค่ที่นิ้ว ไม่สามารถมองเห็นถึงดวงจันทร์ที่ผู้แสดงต้องการจะชี้ให้เห็นได้

      แม้กระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสารถีฝึกบุคคลที่ฝึกได้ ผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครยิ่งไปกว่า ก็ได้ทรงแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ตรัสสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งโดยทำให้ง่าย ทำให้เหมาะแก่จริตของผู้ฟังแต่ละบุคคล แต่ละหมู่คณะเป็นอย่างดีแล้ว หากแต่ข้อจำกัดของภาษาก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาจำเป็นต้องก้าวข้ามไปเอง

      ในการศึกษาพระพุทธศาสนา ผู้ศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจสำนวนภาษาที่ใช้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะเข้าถึงสาระที่พระคัมภีร์ต้องการจะสื่อได้ตรงตามความเป็นจริง พร้อมกับลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดให้น้อยลง

      ทั้งนี้ ปัญหาในด้านสำนวนภาษาในภาพรวมผู้วิจัยมีความเห็นว่าสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจผิดในสัจจะคนละระดับ (เปรียบเสมือนเครื่องมือช่างที่นำมาใช้งานผิดประเภท ต้องทำความให้เข้าใจถูกต้องเสียก่อน จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้) กับ ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิดในสัจจะคนละระดับ (เปรียบเสมือนเครื่องมือช่างที่ใช้งานได้ยาก ผู้มีปัญญาและความเพียรสูงบางท่านใช้งานได้ แต่ในผู้ที่มีความสามารถหย่อนลงมา ต้องนำมาทำให้ง่ายเสียก่อน จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้)

ภาษาปรมัตถธรรมโลกุตรธรรม

  1. ปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจผิดในสัจจะคนละระดับ

      จุดที่สำคัญและควรทำความเข้าใจมากที่สุดในแง่ของสำนวนภาษาในพระคัมภีร์ คือ เรื่องของการใช้ภาษาในระดับสมมติและภาษาในระดับปรมัตถ์ ดังที่ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ขยายความไว้ในหลักธรรมหัวข้อ สัจจะ 2 ระดับ (ปญฺจ.อ. 153,241) ผู้ศึกษาบางคนยังไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อนจึงแยกระดับการใช้ภาษาที่เป็นคนละระดับกันไม่ได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ธรรมหมวดสัจจะ 2 ระดับ มีเนื้อหาโดยย่อ ดังนี้

สมมติสัจจะ (โวหารสัจจะ)

      ความจริงโดยสมมติ ไม่ใช่จริงแท้ (สม+มติ) คือ จริงตามมติร่วมกัน โดยสำนวนพูด หมายรู้ร่วมกัน เป็นเครื่องมือสื่อสารพอให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น อัตตา คน สัตว์ โต๊ะ เก้าอี้ รถ เป็นต้น

ปรมัตถสัจจะ (สภาวะสัจจะ)

      ความจริงตามความหมายสูงสุด ตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่พอจะกล่าวถึงได้ เพื่อสำหรับให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือ การหยั่งรู้สัจธรรม เช่น รูปธรรม นามธรรม ขันธ์ 5 นิพพาน ผัสสะ เจตนา ฯลฯ ซึ่งตามหลักในคัมภีร์อภิธรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงรวมอยู่ในปรมัตถธรรม 4 ประเภท คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่มีสิ่งอื่นนอกเหนือไปจากนี้

      ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงตัวเราซึ่งเป็นมนุษย์ มีชื่อนั้นชื่อนี้ รูปร่างสูง ต่ำ อ้วน ผอม มีหน้าที่การงานต่างๆ เช่นนี้ถือว่าเป็นการกล่าวในระดับสมมติ ในระดับปรมัตถ์จะกล่าวตามสภาวะแท้จริงว่า เป็นขันธ์ 5 ที่มาประกอบกันเข้า หรือจะกล่าวว่าเป็นส่วนของรูปธรรม (ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) และนามธรรม (วิญญาณธาตุ) หรือจะกล่าวว่าเป็นสภาวะธรรมที่ประกอบด้วย รูป จิต เจตสิก ก็ได้ทั้งนั้น เนื่องจากเป็นการกล่าวโดยเพ่งไปที่สภาวะแท้จริงทั้งสิ้น

ปัญหาอันเกิดจากความเข้าใจผิดในสัจจะคนละระดับมักพบได้ 3 กรณี
(ดูหลักไตรลักษณ์, วิปัลลาสสูตร (องฺ.จตุกฺง. 21/49/79-81), วชิราสูตร (สํ.ส. 15/171/227-228) เป็นต้น)

1.1) ประเด็นเรื่อง “อัตตา-อนัตตา”

      ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นใครเล่า จะเป็นที่พึ่งได้ เพราะบุคคลที่ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก

(อัตตวรรค, สํ.ข. 17/160/81-84)

      (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา

(อนัตตลักขณะสูตร, วิ.ม. 4/22/27-31)

      พุทธพจน์ที่ตรัสว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน เป็นการใช้ภาษาระดับสมมติ ตามสภาวะตัวตนนั้นไม่มีจริง มีแต่สภาวะธรรมที่มีจริง เราจึงพบพุทธพจน์หลายแห่งที่พระองค์ตรัสว่า ไม่มีอัตตา ตัวตน ซึ่งถ้าเข้าใจเรื่องสัจจะ 2 ระดับแล้ว ก็จะไม่เห็นว่าเป็นการขัดแย้งกันแต่อย่างใด

1.2) ประเด็นเรื่อง “สุข-ทุกข์”

      พุทธพจน์ที่กล่าวถึง ความสุขจากกามคุณ 5 ที่ได้เคยยกตัวอย่างไปข้างต้น ก็จัดอยู่ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ความสุขนั้นเป็นลักษณะโดยสมมติ ส่วนความทุกข์นั้นเป็นลักษณะโดยปรมัตถ์ พิจารณาพุทธพจน์ ดังนี้

      ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่า เป็นคุณแห่งกามทั้งหลาย คือ กามคุณ ๕ ประการนี้ กามคุณ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปที่จะพึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ๒. เสียงที่จะพึงรู้แจ้งทางหู … ๓. กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งทางจมูก … ๔. รสที่จะพึงรู้แจ้งทางลิ้น … ๕. โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด

      กามคุณมี ๕ ประการนี้แล การที่สุข โสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ ประการ นี้ชื่อว่าเป็นคุณแห่งกามทั้งหลาย

(ม.มู. 12/166/165-176)

      มาคัณฑิยะ กามทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในอดีตก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก ในอนาคต กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก แม้ในปัจจุบัน กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนมาก และมีความเร่าร้อนมาก สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเกาะกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนที่เกิดเพราะกามแผดเผาอยู่ มีอินทรีย์ถูกกามกำจัดแล้ว กลับเข้าใจกามซึ่งมีสัมผัสเป็นทุกข์ว่าเป็นความสุขไป

(ม.ม. 13/214/245-259)

      “พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ คือ ๑. สุขเวทนา  ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา … พระดำรัสที่ว่า ‘ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นทุกข์’ นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงอะไร”

      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ ภิกษุ เรากล่าวเวทนาไว้ ๓ ประการนี้ คือ ๑. สุขเวทนา  ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา เรากล่าวเวทนาไว้ ๓ ประการนี้ สมจริงดังคำที่เรากล่าวว่า ‘ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นทุกข์’

      “คำที่ว่า ‘ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นทุกข์’ นั้นเรากล่าวหมายถึงความที่สังขารทั้งหลายนั้นแลไม่เที่ยง คำที่ว่า ‘ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นทุกข์’ นั้นเรากล่าวหมายถึงความที่สังขารทั้งหลายนั้นแลมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความแตกไปเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความดับไปเป็นธรรมดา ฯลฯ คำที่ว่า ‘ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นทุกข์’ นั้นเรากล่าวหมายถึงความที่สังขารทั้งหลายนั้นแลมีความแปรผันเป็นธรรมดา”

(สํ.สฬา. 18/259/284-286)

      ความเห็นว่า อัตตา เป็นสภาวะที่มีอยู่โดยจริงแท้เป็นความเห็นผิดอย่างไร ความเห็นว่าความสุขเป็นสภาวะที่มีอยู่อย่างจริงแท้ก็เป็นความเห็นผิดเช่นเดียวกันนั้น ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่อง สุข-ทุกข์ เนื่องจากเป็นการเพ่งที่ลักษณะของสิ่งนั้นๆ จึงอาจจำเป็นต้องใช้การอธิบายด้วยหลัก สัจจะ 2 ร่วมกับหลัก ไตรลักษณ์

      อนึ่ง เพื่อมิให้ความเห็นแล่นเลยเถิดไปในทางมองโลกในแง่ร้าย พึงทราบว่า พุทธพจน์ที่ท่านทรงแสดงเกี่ยวกับเรื่องความสุขมีอยู่อย่างมากมาย เช่น ความสุขอันชอบธรรมของผู้ครองเรือน, ท่าทีอันถูกต้องด้านความสุข, ระดับขั้นของความสุข เป็นต้น ซึ่งเป็นการตรัสตามสมมติเช่นเดียวกับเรื่อง สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นั่นเอง

1.3) ประเด็นเรื่อง “งาม-ไม่งาม”

      ความสวยงาม-ความน่าเกลียด นั้นก็เช่นเดียวกันเป็นสมมติสัจจะ สิ่งใดเมื่อมองแล้วให้ความรู้สึกเพลินตาเพลินใจ ก็ถือว่าสวยงาม เมื่อมองแล้วให้ความรู้สึกไม่เพลินตาไม่เพลินใจ ก็ถือว่าน่าเกลียด คือมีอยู่จริงในขั้นของความหมายรู้ทั่วไป แต่ในขั้นสภาวะเป็นธาตุมาประกอบเข้าด้วยกัน ไม่มีสวยงามหรือน่าเกลียด (ในวิปัลลาสสูตร คำว่า ไม่งาม ก็ควรหมายความว่า แท้จริงแล้วไม่มีลักษณะของความงามหรือไม่งามอยู่ในตัว ไม่ควรหมายความว่า น่าเกลียด ซึ่งเป็นการมองขั้นสมมติ เนื่องจากความหมายจะไม่ลงกับส่วนอื่นที่เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง สมมติ-ปรมัตถ์)

      ทั้งนี้ แนววิธีปฏิบัติบางอย่างในพระพุทธศาสนา เช่น การเจริญอสุภกรรมฐานเพื่อให้เห็นว่ากายนี้เป็นของไม่สวยไม่งามนั้น ถือเป็นการปฏิบัติขั้นสมถ มีเป้าหมายเพื่อให้กามราคะสงบลงและสมาธิเจริญขึ้นได้ง่าย เพื่อเป็นฐานของการเจริญวิปัสสนาปัญญาต่อไปว่า ขันธ์ 5 เป็นสักแต่ว่าธาตุมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน เป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน มิได้สุดเพียงเห็นว่าไม่งามซึ่งยังเป็นการติดสมมติ

      จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าการที่ไม่สามารถพิจารณาแยกแยะระดับของภาษาที่ท่านใช้ในการถ่ายทอดพระธรรม ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จะเป็นการยากยิ่งที่จะเข้าใจสาระแท้ของพระพุทธศาสนา ตัวอย่างข้อความในพระสูตรบทที่มุ่งแสดงสาระเกี่ยวกับระดับของภาษา ที่น่าสนใจมีดังนี้

      มารเอ๋ย ทิฏฐิของเจ้าเชื่อว่าอะไรเป็นสัตว์กองแห่งสังขารล้วนๆนี้ บัณฑิตจะเรียกว่าสัตว์ไม่ได้เลย เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ก็มีได้ เหมือนคำว่ารถมีได้เพราะประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

(สํ.ส. 15/171/227-228)

      ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาด ทราบคำพูดที่รู้กันในโลก เธอกล่าวตามสมมติที่เขาพูดกัน

(สํ.ส. 15/25/28-29)

      จิตตะ เหล่านี้แลเป็นโลกสมัญญา (ชื่อที่ชาวโลกใช้เรียก) เป็นโลกนิรุตติ (ภาษาของชาวโลก) เป็นโลกโวหาร (โวหารของชาวโลก) เป็นโลกบัญญัติ (บัญญัติของชาวโลก) ซึ่งตถาคตก็ใช้อยู่แต่ไม่ยึดถือ

(ที.สี. 9/440/175-796)

      คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะมีการขยายความแล้ว” (ปรมัตถสัจจะ) ๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่ควรขยายความ” (สมมติสัจจะ) คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต

      คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะควรขยายความ” ๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่มีการขยายความแล้ว” คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต

(องฺ.ทุก. 20/25-26/73-76)

      สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ พุทธธรรม (ฉบับปรับขยาย) ตอนหนึ่งว่า

      “อนึ่ง พระอรรถกถาจารย์บรรยายลักษณะของพระสูตร (สุตตันตปิฎก) ว่าเป็น โวหารเทศนา เพราะเนื้อหาส่วนมากแสดงโดยโวหาร คือ ใช้ภาษาสมมติ ส่วนพระอภิธรรมเป็น ปรมัตถเทศนา เพราะเนื้อหาส่วนมากแสดงโดยปรมัตถ์ คือ กล่าวตามสภาวะแท้ๆ นี้เป็นข้อสังเกตเพื่อประดับความรู้อย่างหนึ่ง” (หน้า 49)

      “พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับสัจจะทั้ง 2 ระดับ สมมติไม่ใช่ของเหลวไหลไร้สาระ แต่มีขึ้นเพื่อที่จะให้มนุษย์เอาความจริงมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างได้ผล”

      เห็นได้ชัดว่า ในการศึกษาเรื่องสัจจะ 2 ระดับนั้น มิใช่ว่าเมื่อศึกษาแล้วจะต้องทิ้ง สมมติสัจจะ ไปถือเอา ปรมัตถสัจจะ ท่าทีที่ถูกต้องคือ การทำความเข้าใจสัจจะทั้ง 2 ระดับอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความเข้าใจที่ถูกต้องนั้นได้

  1. ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิดในสัจจะคนละระดับ

อาทิเช่น

– ปัญหาที่เกิดจากตัวผู้ศึกษาเองไม่มีความรู้ในภาษาที่ใช้ในคัมภีร์จึงไม่สามารถอ่านได้ (ภาษาบาลี เป็นต้น)

– ผู้ศึกษาสามารถอ่านได้ แต่ความเข้าใจมีจำกัด อาจเพราะสำนวนภาษาที่ใช้เป็นสำนวนที่เหมาะสมกับคนยุคสมัยหนึ่งแต่ไม่เหมาะกับยุคปัจจุบัน คนยุคปัจจุบันยากแก่การทำความเข้าใจ

– ปัญหาที่เกิดจากการตีความคำศัพท์ที่คำเดียวกันสามารถแปลได้หลายความหมาย เช่น โยคะ แปลว่า กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้กับภพ หรือ แปลว่า ความเพียร ก็ได้

– คำศัพท์หลายคำที่ภาษาไทยรับมาจากบาลีแต่เมื่อใช้ไปนานๆเข้า ความหมายเพี้ยนไปจากของเดิม เช่น สงสาร ภาษาบาลีแปลว่า ท่องเที่ยว, การเวียนว่ายตายเกิด เป็นต้น

      ทั้งนี้ ในยุคปัจจุบันปัญหาอันเกิดจากข้อจำกัดของภาษาในลักษณะนี้ได้ถูกทำให้ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวแล้วในคำชี้แจงฯ

สรุป

      จะเห็นว่าปัญหาด้านข้อจำกัดของภาษาในการศึกษาพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันมีน้อยลงอย่างมากแล้ว ทั้งปัญหาด้านสัจจะ 2 ระดับ ก็มีท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้อธิบายไว้มากแล้ว ปัญหาด้านข้อจำกัดของภาษาในด้านอื่นๆก็ลดน้อยลงไปอย่างมากดังที่ได้กล่าวมา แต่อย่างไรเสียก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ภาษานั้นก็ยังคงมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติของมันเอง ที่ไม่สามารถแสดงถึงประสบการณ์ตรงแก่ผู้รับได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดิม ดังนั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนา ท่านจึงสนับสนุนให้ผู้ศึกษาฝึกหัดพัฒนาทั้งด้าน ปฏิบัติและปริยัติ คือทั้งด้านการลงมือทำจริง และด้านศึกษาพระคัมภีร์ต่างๆ ควบคู่กันไป การมุ่งไปที่ด้านการศึกษาคัมภีร์โดยละเลยการปฏิบัติ ยากจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งที่คัมภีร์ต้องการจะแสดงเพราะขาดประสบการณ์เชิงประจักษ์ ในอีกแง่หนึ่ง การมุ่งไปที่ด้านการปฏิบัติโดยละเลยการศึกษาหลักการพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนาให้เข้าใจดีเสียก่อน ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ปฏิบัติจะมีความเห็นผิดพลาด เฉไฉออกไปนอกทางได้ ปฏิบัติและปริยัติจึงเป็นสิ่งที่ควรเจริญควบคู่กันไปตามมรรคาที่พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว